กาญจนา เทียนลาย (นักปฏิบัติการวิจัย)
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม
ภาพจำลองผู้สูงอายุไทยในสภาวะโดดเดี่ยวและเปราะบาง
ที่มา: ภาพสร้างโดย AI Gemini ตามคำสั่งของผู้เขียน (มีนาคม 2569)
ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่การเป็น “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super-Aged Society) อย่างเต็มตัว ภายในเวลาอีกไม่ถึง 10 ปีข้างหน้านั้น ภาพสะท้อนที่ปรากฏอาจไม่ได้เป็นเพียงจำนวนตัวเลขของผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นในเชิงปริมาณเท่านั้น แต่สิ่งที่เห็นได้คือ การเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพของวิถีของการอยู่อาศัยด้วย
ข้อมูลจากรายงานการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้ส่งสัญญาณเตือนที่สำคัญเกี่ยวกับรูปแบบการอยู่อาศัย หรืออาจจะเรียกได้ว่า “ภาวะบ้านที่เงียบเหงา” ซึ่งไม่ใช่เพียงเรื่องของความโดดเดี่ยวส่วนบุคคลเท่านั้น แต่เป็นโจทย์ระดับโครงสร้างที่อาจจะสั่นคลอนนิยามของสถาบันครอบครัวไทยที่เคยยึดถือกันมาเนิ่นนาน ที่มีลักษณะของการดูแล ช่วยเหลือเกื้อกูลกันภายในครอบครัว
เมื่อ "บ้าน" ไม่ได้หมายถึง "ครอบครัวขยาย" อีกต่อไป
ในปี 2537 สถิติผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่เพียงลำพัง มีเพียงร้อยละ 3.6 เท่านั้น ในขณะที่ข้อมูลการสำรวจปี 2567 ตัวเลขนี้กลับพุ่งสูงขึ้นถึง ร้อยละ 12.9 (คิดเป็นจำนวนประชากรประมาณ 1.8 ล้านคน) ความน่ากังวลไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่กลุ่มที่อยู่คนเดียว แต่ยังรวมถึงกลุ่มที่อาศัยอยู่ลำพังเฉพาะกับคู่สมรสด้วย ที่มีสัดส่วนสูงถึง ร้อยละ 22.6 นั่นหมายถึงว่า “ผู้สูงอายุต้องดูแลกันเอง โดยไร้ซึ่งบุตรหลานภายใต้ชายคาเดียวกัน” เมื่อรวมตัวเลขทั้งสองกลุ่มเข้าด้วยกัน (ประมาณร้อยละ 36) จะพบว่าผู้สูงอายุไทยเกือบ 1 ใน 3 ของทั้งหมด (หรือกว่า 14 ล้านคน) กำลังใช้ชีวิตในภาวะที่เสี่ยงต่อการขาดการดูแลอย่างใกล้ชิด
ร้อยละของผู้สูงอายุ จำแนกตามลักษณะการอยู่อาศัย พ.ศ.2567
แหล่งข้อมูล: การสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567
ผลกระทบของความโดดเดี่ยวสู่ความเปราะบางระดับชาติ
วิกฤตความโดดเดี่ยวที่ทวีความรุนแรงขึ้นนี้ได้ส่งผลกระทบที่สั่นคลอนความมั่นคงของสังคมไทยในหลายมิติ เริ่มตั้งแต่ ด้านสาธารณสุข ที่การอยู่ลำพังเพิ่มความเสี่ยงต่อเหตุการณ์ "ความตายที่ไร้เสียง" และการเข้าถึงความช่วยเหลือเมื่อเกิดอุบัติเหตุที่ล่าช้า เนื่องจากข้อจำกัดทางกายภาพและทักษะดิจิทัลที่ขัดขวางการใช้เทคโนโลยีฉุกเฉิน มิติด้านสุขภาวะทางจิต ความเหงา ความอ้างว้างเปรียบเสมือนสารพิษที่ทำลายจิตใจ การขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมยังเป็นตัวเร่งให้ภาวะสมองเสื่อมรุนแรงขึ้นจากการขาดการกระตุ้นทางปัญญา จนท้ายที่สุดนำไปสู่ มิติด้านงบประมาณสวัสดิการ เมื่อสถาบันครอบครัวที่เคยเป็นตาข่ายรองรับหลักเริ่มอ่อนแอลง ภาระการดูแลระยะยาวทั้งหมดจึงถูกโอนย้ายมาสู่ภาครัฐและท้องถิ่น ซึ่งต้องแบกรับงบประมาณในการจัดหาเจ้าหน้าที่เยี่ยมบ้าน ระบบสวัสดิการอาหาร ตลอดจนการปรับปรุงที่อยู่อาศัยเพื่อพยุงกลุ่มผู้สูงอายุ ที่เปราะบางเหล่านี้ให้อยู่รอดได้ในสังคม
"งิ้วรายโมเดล": บทพิสูจน์ของการดูแลโดยชุมชน
ท่ามกลางสถานการณ์ประชากรข้างต้นที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ทีมวิจัยของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มีโอกาสเข้าไปทำงานวิจัยชุมชมในพื้นที่ใกล้มหาวิทยาลัย ในประเด็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุไทย จึงขอยกตัวอย่างว่าพื้นที่นี้เป็น “พื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน ตำบลงิ้วราย จังหวัดนครปฐม” หรือเรียกสั้นๆ ว่า งิ้วรายโมเดล
ชุมชน ได้เปลี่ยนแนวคิดการทำงานด้านผู้สูงอายุที่มีความสำคัญอย่างมาก โดยเปลี่ยนการมองของคนทั่วไป ในเรื่องของการดูแลผู้สูงอายุ จาก "ภาระ" เปลี่ยนให้เป็น "พลัง" ผ่านกิจกรรมต่างๆ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งนับว่าเป็นหน่วยงานที่มีความใกล้ชิดกับคนในชุมชนมากที่สุด โดยพยายามให้เกิดการรวมกลุ่ม และการเรียนรู้ตลอดชีวิตสร้างกลุ่ม “โรงเรียนวัยเก๋างิ้วราย” ดึงให้ผู้สูงอายุได้ออกจากบ้าน ได้พบเจอคนรุ่นราวคราวเดียวกัน เพื่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น รวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต เช่น การดูแลสุขภาพ การสอนทำอาหาร ขนม การสร้างอาชีพ การทำยาสมุนไพร เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถนำไปปรับใช้เพื่อไม่ให้เหงา ซึ่งช่วยสร้างรายได้และฟื้นฟูความรู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่า และสร้างระบบ Buddy วัยเก๋า ซึ่งเป็นการจับคู่ระหว่างผู้สูงอายุกลุ่มที่ออกมาทำกิจกรรมรวมกลุ่ม ให้เข้าไปเป็นพี่เลี้ยงและเพื่อนผู้สูงอายุคนอื่นที่ไม่ค่อยมารวมกลุ่ม หรือเริ่มแยกตัวออกจากสังคม เพื่อป้องกันไม่ให้คนเหล่านี้ตีตัวออกจากสังคม และลดความเหงาลงได้ สิ่งเหล่านี้ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าความเหงาแก้ไขได้ด้วยการเชื่อมโยง
สถานการณ์ในปี 2567 คือสัญญาณเตือนว่า สังคมไทยไม่อาจเพิกเฉยต่อจำนวนผู้สูงอายุ 1.8 ล้านคนที่อยู่เพียงลำพังได้อีกต่อไป ความท้าทายนี้ต้องการการผนึกกำลังจากทุกภาคส่วน ทั้งการออกแบบผังเมืองที่เอื้อต่อคนทุกวัย การนำเทคโนโลยีมาปิดช่องว่างความปลอดภัย และเหนือสิ่งอื่นใด คือการฟื้นฟูสายใยในชุมชนให้กลับมาเป็นตาข่ายรองรับที่แข็งแรง
“พื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน ตำบลงิ้วราย จังหวัดนครปฐม” เป็นต้นแบบหนึ่งที่ช่วยเปลี่ยนบ้าน หรือชุมชนที่เคยเงียบเหงาให้กลับมามีชีวิตชีวา ทำให้ผู้สูงอายุไทยสามารถก้าวผ่านช่วงบั้นปลายชีวิตได้อย่างมั่นคง ไม่ใช่ในฐานะ "ผู้ถูกทอดทิ้ง" แต่ในฐานะ "ผู้ทรงคุณค่า" ของสังคม








