แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง คือสายน้ำข้ามพรมแดนในจังหวัดเชียงรายที่หล่อเลี้ยงผู้คนทั้งอาหาร เศรษฐกิจ การเดินทาง และความทรงจำร่วมของชุมชนมายาวนาน จนสามารถสร้างบ้านแปงเมืองสั่งสมความมั่งคั่งจนกลายเป็นแหล่งอารยธรรมอันยิ่งใหญ่หลายยุคหลายสมัย กลายเป็นอาณาจักรโบราณในชื่อต่างๆ แต่ทั้งหมดก่อร่างสร้างเมืองจากรากฐานความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำเหล่านี้
แต่ในวันนี้สายน้ำหลักของเมืองเชียงรายกำลังเผชิญวิกฤตที่มองไม่เห็นจากสารพิษปนเปื้อนที่ไหลมากับสายน้ำ ซึ่งมีต้นกำเนิดจากเหมืองแร่เถื่อนในฝั่งประเทศพม่า ทั้งแร่แรร์เอิร์ทและเหมืองทองคำ ซึ่งอยู่ในความดูแลของกองกำลังทหารว้า (United Wa State Army - UWSA) และทหารพม่า ที่กระจายตัวตามแหล่งต้นน้ำลำธาร รวมถึงการขุดเจาะทำเหมืองกันกลางลำน้ำ และขยายกิจการเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีกระบวนการชะล้างดินและสกัดแร่แบบไร้การควบคุมและปล่อยสู่แหล่งธรรมชาติ ทำให้สารโลหะหนักต่างๆ ไหลลงสู่ลำน้ำ
สารพิษเหล่านี้ไม่เพียงผ่านมาและผ่านไป หากยังตกค้าง สะสมในระบบนิเวศ ในตัวปลา ในพืชริมน้ำ และห่วงโซ่อาหาร ท้ายที่สุดก็เข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพ ไปถึงความมั่นคงทางอาหาร และสูญเสียวิถีวงจรการพึ่งพาทรัพยากรที่ปลอดภัยในที่สุด
ที่น่าเป็นห่วงยิ่งขึ้นเมื่อวิกฤตสายน้ำปนเปื้อนถูกทับซ้อนด้วยโครงการขนาดใหญ่คือการสร้างเขื่อนปากแบงกั้นแม่น้ำโขงในประเทศลาว ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทยเพียง 96 กม. ซึ่งจะทำให้บริเวณหน้าเขื่อนกลายเป็นอ่างเก็บน้ำที่ตกตะกอนด้วยสารโลหะหนัก และกลายเป็นอ่างเก็บน้ำพิษที่เอ่อท่วมใน อ.เวียงแก่น และ อ.เชียงของ จ.เชียงราย
โครงการศิลปะแสดงสดนานาชาติ เชียงราย 2569 เป็นการ “ต่อต้านเพื่อแม่น้ำ (River Resistance)” โดยการเข้าร่วมของศิลปินไทยและนานาชาติ รวม 11 ประเทศ ได้แก่ เมียนมา ฟิลิปปินส์ อินเดีย ศรีลังกา สิงคโปร์ ไต้หวัน จีน อาร์เจนตินา ออสเตรีย สหรัฐอเมริกา และไทย จำนวน 45 คน ที่จะร่วมแสดงศิลปะริมแม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 12-16 มีนาคม 2569 เพื่อร่วมกันสะท้อนให้สิ่งที่มองไม่เห็น เช่น ความเสี่ยง การปนเปื้อน ความหวาดหวั่นของชุมชน กลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้คนสัมผัสได้จริง
งานแสดงศิลปะนานาชาติครั้งนี้มุ่งเน้นใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือสื่อสารปัญหาวิกฤตลุ่มน้ำข้ามพรมแดนไปยังผู้มีอำนาจ ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และสังคมในวงกว้าง เพื่อให้รับรู้ถึงผลกระทบจากการทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่ผูกพันกับชีวิตผู้คน เพื่อส่งสารอย่างตรงไปตรงมา เรียกร้องความรับผิดชอบ ความโปร่งใส และการจัดการทรัพยากรที่คำนึงถึงชีวิตของผู้คนลุ่มแม่น้ำอย่างแท้จริง
ดร.จักกริช ฉิมนอก ศิลปินผู้จัดงานและภัณฑารักษ์ของโครงการ เล่าว่าได้จัดกิจกรรมในลักษณะนี้มาแล้ว 2 ครั้ง ได้แก่ “ฮอมปอย แม่น้ำโขง” และ “ธาราไร้พรมแดน” โดยใช้ศิลปะแสดงสด (Performance Art) เป็นเครื่องมือหลักในการถ่ายทอดปัญหาเพื่อทำงานทางความคิดและตั้งคำถามต่อสังคม ในเรื่องความไม่เป็นธรรมเชิงสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนในท้องถิ่นในลุ่มแม่น้ำต้องเผชิญ จากมลพิษการทำเหมืองแร่ทางต้นน้ำที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน และปัญหาของเขื่อนในแม่น้ำที่ทำให้ประชาชนลุ่มแม่น้ำได้รับผลกระทบ
สำหรับโครงการศิลปะแสดงสดนานาชาติ เชียงราย 2569 ใช้เวลาวางแผนมามากกว่า 2 เดือน โดยมีจุดประสงค์สำคัญคือ การชวนผู้ชมมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่ไม่เคยแยกออกจากกันได้ เมื่อสิ่งหนึ่งได้รับผลกระทบอีกสิ่งหนึ่งย่อมได้รับผลกระทบตามมาเสมอ และผลกระทบนั้นมักลากยาวเป็นลูกโซ่ จากผู้กระทำการหนึ่งไปถึงอีกกระทำการหนึ่งเสมอ ขณะเดียวกัน ภายในงานยังมีการจัดวงเสวนาเพื่อเปิดพื้นที่พูดคุยแลกเปลี่ยนและเล่าถึงปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา
“ผมสนใจและพูดถึงประเด็นเหล่านี้มาตลอด ตั้งแต่เริ่มเรียนรู้ศิลปะสมัยเรียนจนถึงปัจจุบัน งานศิลปะสำหรับผมจึงเป็นทั้งเครื่องมือสื่อสารประเด็นปัญหาของสังคม และใช้เพื่อขับเคลื่อนสังคม ในเรื่องของการเมืองระดับฐานรากไปจนถึงระดับโครงสร้าง”
ศิลปินนักวิชาการผู้นี้ยังได้อธิบายถึงสาเหตุที่ต้องใช้ศิลปะแสดงสด (Performance Art) ในการสื่อสารปัญหา เนื่องจาก Performance Art เป็นศิลปะที่ต้องใช้ร่างกายของตัวเองเป็นอุปกรณ์หลักในการแสดงออก เพราะร่างกายเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถแสดงออกได้อย่างเสรี และเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อม สังคม ที่มีส่วนได้รับผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เช่นกัน
ขณะที่ชินดนัย ปวนคำ หรือ ไนท์ หนึ่งในศิลปินที่ร่วมแสดงครั้งนี้ และยังเป็นหนึ่งในศิลปินเชียงรายผู้ก่อตั้งกลุ่ม ไส้ติ่งโซไซตี้ อธิบายถึงจุดเริ่มต้นทำงานศิลปะเพื่อสื่อสารสังคมของตนเองว่า เคยทำงานศิลปะแนวขบถมาก่อน และยังเชื่อในความงามของศิลปะว่าต้องสวยงาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นตอนที่ได้ทำงานศิลปะในโครงการเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ซึ่งตอนนั้นได้ถ่ายทอดประสบการณ์ที่ตัวเองถูกกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์ และคิดว่ายังเป็นเพียงเรื่องส่วนตัว แต่พอได้เห็นเรื่องราวของคนอื่นมากขึ้น ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่ามันเชื่อมโยงกับโครงสร้างที่ใหญ่กว่านั้น ตนจึงหลุดออกจากกรอบที่ว่าศิลปะต้องสวยงาม
“ก่อนหน้านี้ผมได้ทำงานศิลปะเกี่ยวกับประเด็นสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เวียงหนองหล่ม ทำให้ผมมองเห็นความซับซ้อนของท้องถิ่นมากขึ้น ผมเห็นว่าคนในพื้นที่มีชีวิต มีประวัติศาสตร์ มีความต้องการของเขาเอง แต่หลายครั้งเสียงเหล่านั้นกลับไม่ถูกได้ยิน ก่อนที่จะได้ร่วมแสดงในงานที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ผมได้ทำงานเกี่ยวกับแม่น้ำกกประมาณ 2-3 ครั้ง โดยการ Performance Art เหมือนกับครั้งนี้ ผมจะประยุกต์แนวคิดที่หลากหลายขึ้นเรื่อยๆ เช่น การใช้ร่างกายของตัวเองเปลือยเปล่าท่องมนต์คาถากับแม่น้ำ เพื่อเป็นการสื่อสารว่า อย่าให้ตัวผม อย่าให้พวกเรา หรืออย่าให้ประชาชน ต้องมาอ้อนวอนร้องขอสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น การเข้าถึงทรัพยากรที่ปลอดภัย”
ไนท์กล่าวในตอนท้ายว่า “ศิลปะของผมไม่ได้ทำขึ้นเพื่อโจมตีใครเป็นการส่วนตัว แต่มันคือการวิพากษ์โครงสร้างรัฐที่ล้มเหลว ถ้ารัฐทำหน้าที่ได้ดี ประชาชนก็ไม่จำเป็นต้องออกมาเรียกร้อง”
ทั้งนี้ โครงการเลือกช่วงเวลาที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างยิ่ง คือวันที่ 14 มีนาคม ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็น วันปฏิบัติการสากลต่อต้านเขื่อน และวันปฏิบัติการเพื่อแม่น้ำ ซึ่งถือกำเนิดจากการเคลื่อนไหวของชุมชนผู้ได้รับผลกระทบทั่วโลก เพื่อยืนยันว่า แม่น้ำไม่ใช่เพียงทรัพยากร หากคือระบบในชีวิตที่ต้องได้รับการเคารพ
#RiverResistance #ศิลปะแสดงสดเชียงราย2569 #SaveMekong #แม่น้ำกก #เชียงราย #PerformanceArt #หยุดเขื่อนปากแบง #สิ่งแวดล้อม








