กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย – สมาคมอินเตอร์เฟอร์รี่ (Interferry)องค์กรนานาชาติที่เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมเรือเฟอร์รี่และเรือโดยสารทั่วโลกประกาศเลือก กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดงาน “Interferry 2026 – The 50thAnnual Interferry Conference” การประชุมประจำปีครั้งที่ 50ซึ่งนับเป็นหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมการเดินเรือเฟอร์รี่ระดับโลกโดยมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม – 4 พฤศจิกายน 2569สะท้อนศักยภาพอันแข็งแกร่งของประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีจุดแข็งด้านการเดินเรือโดยสารและการท่องเที่ยวทางน้ำ การประชุม Interferry นับเป็นเวทีระดับนานาชาติที่รวบรวมผู้นำองค์กร ผู้บริหารผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมเรือเฟอร์รี่และเรือโดยสารจำนวนกว่า 400 คน จากกว่า 270 บริษัท ใน 40 ประเทศทั่วโลก ในทวีปยุโรป อเมริกา และเอเชียเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์และมุมมองเชิงกลยุทธ์ในประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรม อาทิ กลยุทธ์ทางการตลาดการบริหารจัดการเส้นทางเดินเรือ กฎหมายการเดินเรือระหว่างประเทศภายใต้ IMO ความปลอดภัย เทคโนโลยีเรือรุ่นใหม่ นวัตกรรมด้านพลังงานสะอาดและแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมการเดินทางทางน้ำอย่างยั่งยืน
ในปีนี้กรุงเทพมหานครได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพในปีที่การประชุมก้าวสู่วาระครบรอบ 50 ปีสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของสมาคม Interferryต่อศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการคมนาคมทางน้ำ การท่องเที่ยวและการจัดประชุมนานาชาติในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกโดยประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคมทางน้ำที่หลากหลาย วัฒนธรรมการเดินเรือที่มีเอกลักษณ์ รวมถึงความพร้อมด้านการบริการและการต้อนรับในระดับสากลโดยประเทศไทยนับเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมการเดินเรือโดยสาร ทั้งการคมนาคมทางน้ำในเขตเมือง การเดินเรือในแม่น้ำลำคลอง การเชื่อมโยงการท่องเที่ยวทางทะเลระหว่างเกาะ และการขนส่งผู้โดยสารเพื่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของอุตสาหกรรมเรือเฟอร์รี่โลกที่ให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อเมือง การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
คุณสุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม ประธานกรรมการ บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ซึ่งได้รับเลือกให้เป็นประธานในการจัดงานครั้งนี้ เผยว่า “การที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพ Interferry 2026 ถือเป็นโอกาสสำคัญอย่างยิ่งของอุตสาหกรรมการเดินเรือโดยสารของไทยงานนี้ไม่เพียงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ในระดับโลก แต่ยังเป็นโอกาสในการถ่ายทอดประสบการณ์ของประเทศไทยในด้านการบริหารจัดการระบบเรือโดยสาร ความปลอดภัย การให้บริการและการผสานการเดินเรือเข้ากับการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจเมือง ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน”
นอกจากนั้น คุณสุภาพรรณยังให้ความเห็นว่าเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะได้ยกระดับการเดินเรือของประเทศไปสู่ระดับสากล เวทีนี้คือโอกาสที่ไทยจะได้ศึกษาแนวโน้มระดับโลก ทั้งเทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกการใช้พลังงานสะอาดรวมถึงพลังงานไฮโดรเจน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดนโยบายการเดินเรือของไทยในอีก 5-10 ปีข้างหน้ารวมถึงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะกระตุ้นให้ภาครัฐเร่งปฏิรูปกฎหมายและข้อบังคับด้านการเดินเรือ เพื่อช่วยปลดล็อกข้อจำกัดด้านการลงทุนและนวัตกรรม ให้อุตสาหกรรมเดินเรือของไทยสามารถเติบโตและยกระดับมาตรฐานไปสู่จุดสูงสุดของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง
ด้าน ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ มองว่า“ในฐานะหน่วยงานตัวแทนประเทศไทยในการส่งเสริมอุตสาหกรรมไมซ์ของชาติและดึง งานระดับนานาชาติให้เข้ามาจัดในประเทศไทย ทีเส็บมีความภูมิใจที่ได้มีบทบาทดึงงาน Interferry 2026 มายังประเทศไทย เพราะเป็นหนึ่งในงานประชุมนานาชาติที่มีคุณค่าเชิงยุทธศาสตร์ต่อประเทศ ทั้งในมิติของอุตสาหกรรมไมซ์ เศรษฐกิจ และการพัฒนาประเทศการเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้จะช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของกรุงเทพมหานครในฐานะจุดหมายการจัดงานไมซ์ระดับโลกและสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของระบบนิเวศอุตสาหกรรมไมซ์ไทยที่เกิดจากความร่วมมือของผู้มีส่วนได้เสียจากหลายหลากภาคส่วนซึ่งจะช่วยเป็นหลักประกันให้การจัดงานนานาชาติประสบความสำเร็จและสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อธุรกิจโรงแรม อุตสาหกรรมไมซ์ การท่องเที่ยว การขนส่งและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องในระยะยาว”
อย่างไรก็ตาม ในงานประชุมวิชาการครั้งประวัติศาสตร์ของ Interferry 2026ในกรุงเทพมหานครครั้งนี้กลุ่มภาคธุรกิจจะรวมตัวกันสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญในหลากหลายมิติเพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเรือโดยสารสู่ความร่วมมือระดับสากล ทั้งรูปแบบเรือความปลอดภัย ความสะดวกสบาย ให้ภาครัฐผลักดันการลงทุนในอุตสาหกรรมจากนานาชาติ เพื่อเปิดโอกาสในการเพิ่มรายได้ให้แก่ประเทศและยกระดับมาตรฐานของการพัฒนาอุตสาหกรรมทางน้ำไปสู่มาตรฐานสากลระดับโลก








