วันที่ 16 มกราคม 2569 นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) พร้อมด้วย นางสาวสนธยา บุณยภูษิต อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ผู้บริหารกองทัพบก และองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจ พร้อมมอบสิ่งของช่วยเหลือทหารจำนวน 6 นายที่สูญเสียอวัยวะจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการสนามในสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย - กัมพูชา ณ ตึกเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กรุงเทพฯ
นายกันตพงศ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย - กัมพูชา ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการสนาม จนเป็นเหตุให้ต้องสูญเสียอวัยวะสำคัญ และส่งต่อเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่ง วันนี้ ตน ในนามกระทรวง พม. พร้อมคณะ ลงพื้นที่เยี่ยมทหารที่สูญเสียอวัยวะจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ในสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อส่งมอบกำลังใจ รวมทั้งจัดทำบัตรประจำตัวคนพิการ เพื่อให้ทหารทุกนายได้รับสิทธิและสวัสดิการสังคม อีกทั้งได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) หารือแนวทางร่วมกับกองทัพบก เพื่อส่งเสริมการจ้างงานในหน่วยงานภาครัฐ และจัดหากายอุปกรณ์ที่เหมาะสม รวมไปถึงประสานสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดที่เป็นภูมิลำเนาของหหาร เพื่อติดตามฟื้นฟูเยียวยาและให้ความช่วยเหลือในระยะยาวต่อไป
"ขอขอบคุณ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า กองทัพบก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ไม่ทอดทิ้งกำลังพลที่ปฎิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยทุ่มเทดูแลปกป้องอธิปไตย เสียสละอุทิศตน เพื่อปกป้องประเทศชาติอย่างเข้มแข็ง ทั้งนี้ กระทรวง พม. พร้อมดูแลช่วยเหลือทหารทุกท่านอย่างเต็มที่ในทุกมิติ" นายกันตพงศ์ กล่าว
สำหรับยอดกำลังพลปฎิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนไทย - กัมพูชา ที่เข้ารับการรักษาตัว ที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค. 68 - ปัจจุบัน มีจำนวนทั้งสิ้น 60 ราย อยู่ระหว่างการรักษาตัว 40 ราย รักษาเสร็จสิ้น 20 ราย โดยแบ่งเป็นผู้ป่วยที่สูญเสียอวัยวะ จำนวน 17 ราย ได้แก่ ขา 11 ราย แขน 1 ราย นิ้วมือ 2 ราย ดวงตา 1 ข้าง 2 ราย และดวงตา 2 ข้าง และแขน 1 ราย
นายกันตพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อย่างไรก็ตามประเทศไทยเป็นหนึ่งในรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mine Ban Convention) และมีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญาดังกล่าวอย่างแข็งขันมาโดยตลอด โดยเฉพาะด้านการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยจากทุ่นระเบิด ด้วยกลไกการประสานการทำงานระหว่างกระทรวง และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการมีส่วนร่วมของผู้รอดชีวิตจากทุ่นระเบิด องค์กรผู้แทนคนพิการ และภาคประชาสังคม เพื่อให้การช่วยเหลืออย่างครอบคลุมและตอบสนองความต้องการอย่างแท้จริง ประกอบกับการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการระดับชาติและการพัฒนาการช่วยเหลืออย่างบูรณาการ อาทิ การเชื่อมโยงและปรับปรุงฐานข้อมูลประชาชนกลุ่มเปราะบาง (เด็ก คนพิการ ผู้สูงอายุ และผู้มีรายได้น้อย) และการออกแบบการบูรณาการ 5 ด้าน ทั้งด้านรายได้ การมีงานทำ สุขภาพ การศึกษา และสวัสดิการสังคม ภายใต้แนวคิด One Data for All Rights : การบูรณาการเพื่อสิทธิประชาชน รวมทั้งการขับเคลื่อนโครงการจัดหาครอบครัวอุปการะ เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลคนพิการด้วยความเอื้ออาทร








