ประชาสัมพันธ์

3 วิธีสังเกตลมยางอ่อนด้วยตัวเอง เมื่อรถที่ใช้ไม่มีระบบ TPMS

แชร์ข่าว

สำหรับผู้ที่ใช้รถรุ่นใหม่ ๆ อาจคุ้นเคยกับระบบ TPMS (Tire Pressure Monitoring System) ที่คอยแจ้งเตือนเมื่อลมยางผิดปกติ แต่สำหรับรถรุ่นเก่าหรือรถทั่วไปที่ไม่มีระบบนี้ การสังเกตลมยางด้วยตัวเองจึงเป็นทักษะสำคัญที่ผู้ขับขี่ทุกคนต้องมี เพราะยางรถยนต์ที่มีแรงดันลมเหมาะสม ไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดน้ำมัน แต่ยังเป็นหัวใจสำคัญของความปลอดภัยในการทรงตัวและการเบรก หากปล่อยปละละเลยจนลมยางอ่อนเกินไป อาจนำมาซึ่งอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันได้ วันนี้เราจึงรวบรวมเทคนิคการสังเกตง่าย ๆ โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์มาฝากกัน

รู้ทันอันตรายจากลมยางอ่อน เรื่องใหญ่ที่ไม่ควรมองข้าม

หลายคนอาจมองว่าลมยางอ่อนเล็กน้อยไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ความจริงแล้วนี่คือภัยเงียบที่น่ากลัวกว่าที่คิด เพราะเมื่อลมยางไม่เพียงพอ แก้มยางจะยุบตัวมากผิดปกติ ทำให้เกิดความร้อนสะสมสูงขณะขับขี่ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของยางระเบิด นอกจากนี้หน้ายางจะสัมผัสพื้นถนนมากเกินไป ทำให้เกิดแรงเสียดทานสูง ส่งผลให้รถกินน้ำมันมากขึ้น พวงมาลัยหนักควบคุมยาก และประสิทธิภาพในการรีดน้ำลดลงเมื่อเจอถนนเปียก เพิ่มความเสี่ยงต่อการเหินน้ำ

3 จุดสังเกตอาการลมยางอ่อน ง่าย ๆ ไม่ต้องพึ่งเซนเซอร์

การตรวจสอบลมยางด้วยประสาทสัมผัสของผู้ขับขี่ เป็นวิธีเบื้องต้นที่ทำได้ทุกวันก่อนออกเดินทางและขณะขับขี่ โดยเราสามารถจับความผิดปกติได้ผ่าน 3 จุดสังเกตหลัก ๆ ทั้งทางสายตา การสัมผัสอาการรถ และการฟังเสียง ซึ่งหากฝึกสังเกตบ่อย ๆ คุณจะสามารถรับรู้ได้ทันทีเมื่อรถเริ่มมีอาการผิดปกติ ดังนี้

1. สังเกตด้วยตาเปล่า ดูแก้มยางย้วยผิดปกติหรือไม่

วิธีที่ง่ายที่สุดคือการเดินสำรวจรอบรถก่อนขึ้นขับ ให้สังเกตที่บริเวณ "แก้มยาง" ส่วนล่างที่สัมผัสกับพื้นถนน หากล้อใดล้อหนึ่งมีลักษณะป่องออก หรือย้วยลงมากกว่าล้ออื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด สันนิษฐานได้เลยว่าลมยางล้อนั้นอ่อนกว่าปกติ หรือหากจอดบนพื้นราบแล้วรู้สึกว่ารถเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ก็เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนเช่นกันว่าควรนำรถไปเติมลมหรือเช็กรอยรั่วทันที

2. จับอาการพวงมาลัย รถหนักหรือดึงข้างใดข้างหนึ่ง

ขณะขับขี่บนทางตรงและพื้นผิวเรียบ ให้ลองปล่อยมือจากพวงมาลัยเล็กน้อย (ในจุดที่ปลอดภัย) หากรถมีอาการ "ดึง" หรือแฉลบออกไปทางซ้ายหรือขวา แสดงว่าลมยางฝั่งนั้นอาจจะอ่อนกว่าอีกฝั่ง ทำให้เกิดแรงต้านการหมุนที่ไม่เท่ากัน นอกจากนี้หากรู้สึกว่าพวงมาลัยหนักขึ้นกว่าเดิมตอนเลี้ยวเข้าซอง หรือรถมีอัตราเร่งที่อืดลงทั้งที่เหยียบคันเร่งเท่าเดิม ก็เป็นสัญญาณเตือนว่าลมยางอ่อนจนเกิดแรงต้าน ส่งผลให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้น

3. ฟังเสียงยางบดถนน และแรงสั่นสะเทือนที่ผิดปกติ

ฟังเสียงยางบดถนน
ฟังเสียงยางบดถนน

เมื่อยางอ่อนมาก ๆ เสียงของยางขณะบดไปกับถนนจะเปลี่ยนไป โดยจะมีเสียงดัง "พึ่บพั่บ" หรือเสียงหอนที่ดังกว่าปกติ โดยเฉพาะเวลาเข้าโค้งจะมีเสียงยางร้องเอี๊ยดอ๊าดได้ง่ายกว่าเดิม นอกจากเรื่องเสียงแล้ว ความรู้สึกจากช่วงล่างก็จะเปลี่ยนไป รถอาจมีอาการยวบหรือโคลงเคลง หรือโคลงเคลงเหมือนนั่งเรือเมื่อเปลี่ยนเลน ซึ่งเกิดจากการที่แก้มยางไม่สามารถทรงตัวรับน้ำหนักได้ดีเท่าเดิม

การดูแลยางรถยนต์ การใช้ประสาทสัมผัสตรวจสอบลมยางเป็นวิธีเบื้องต้นที่ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี แต่ทางที่ดีที่สุดคือควรหาซื้อเกจ์วัดลมยางติดรถไว้ หรือหมั่นเข้าปั๊มเพื่อเช็กลมยางอย่างน้อยทุก 2 สัปดาห์

นอกจากการดูแลลมยางแล้ว การเลือกใช้ยางรถยนต์ที่มีโครงสร้างแข็งแรงและเก็บลมได้ดีก็สำคัญไม่แพ้กัน หากยางเดิมเริ่มเสื่อมสภาพ การเปลี่ยนมาใช้ NEXEN TIRE ยางคุณภาพมาตรฐานสากลจากเกาหลี จะช่วยให้คุณมั่นใจในทุกการเดินทาง ด้วยเทคโนโลยีที่ออกแบบมาให้มีความทนทานและนุ่มเงียบ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การขับขี่

NEXEN TIRE พร้อมให้คุณเลือกเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ที่ร้านยางชั้นนำทั่วประเทศ ศูนย์บริการ B–Quik และ MMS ทุกสาขา รวมถึงช่องทางออนไลน์อย่าง Shopee Lazada และ TikTok Shop พิเศษ! โปรโมชั่นรับประกันยางบาด บวม แตก ภายใน 1 ปี หรือ 25,000 กิโลเมตร เมื่อซื้อยาง 4 เส้น / ใบเสร็จ เมื่อลงทะเบียนภายใน 14 วัน สอบถามเพิ่มเติมทางเว็บไซต์ หรือเฟซบุ๊ก NEXEN TIRE THAILAND

ข่าวแนะนำ

แชร์ข่าว