เมื่อถึงช่วงต้นปี นอกจากบรรยากาศของการเริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ แล้ว อีกหนึ่งภารกิจสำคัญสำหรับคนมีรายได้ทุกคนคือ “การยื่นภาษี” ซึ่งสำหรับมือใหม่หรือผู้ที่ต้องยื่นภาษีครั้งแรก อาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องซับซ้อน และน่ากังวล แต่ความจริงแล้วการยื่นภาษีออนไลน์ในปัจจุบันนั้นสะดวก และง่ายกว่าที่คิดมาก ในบทความนี้เราได้นำเคล็ดลับการยื่นภาษีจากทาง Krungsri The COACH แหล่งรวมความรู้ทางการเงินมาสรุปเนื้อหาให้เข้าใจแบบง่าย ๆ ช่วยให้คุณยื่นภาษีครั้งแรกได้อย่างถูกต้อง ไม่ติดปัญหาอะไรแน่นอน
ก่อนยื่นภาษีออนไลน์ ต้องเตรียมอะไรบ้าง ?
หัวใจสำคัญที่ทำให้การยื่นภาษีออนไลน์เป็นเรื่องง่าย และรวดเร็ว คือการเตรียมเอกสารให้พร้อม ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการจัดระเบียบ
1. เอกสารเกี่ยวกับรายได้
เอกสารที่สำคัญที่สุดคือ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) ซึ่งคุณจะได้รับจากบริษัทหรือผู้ว่าจ้าง เอกสารฉบับนี้จะสรุปรายได้ทั้งหมดของคุณในปีที่ผ่านมา รวมถึงจำนวนเงินที่ถูกหักเข้าประกันสังคม และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นตัวเลขหลักที่เราจะใช้กรอกในระบบ
2. เอกสารกลุ่มค่าลดหย่อน
รวบรวมเอกสารทั้งหมดที่ใช้เป็นหลักฐานในการลดหย่อนภาษีที่คุณมี ไม่ว่าจะเป็น
เอกสารรับรองการซื้อหน่วยลงทุน RMF/SSF
ใบเสร็จเบี้ยประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพ
เอกสารรับรองการชำระดอกเบี้ยเงินกู้บ้าน
ใบเสร็จจากโครงการลดหย่อนภาษีต่าง ๆ ของภาครัฐ
การเตรียมส่วนนี้ให้ครบถ้วนจะช่วยให้คุณใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างเต็มที่
7 ขั้นตอนยื่นภาษีออนไลน์ มือใหม่ทำตามได้ทันที
เมื่อเอกสารพร้อมแล้ว ก็ถึงเวลาลงมือยื่นภาษีผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร (e-Filing) ซึ่งมีขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้
1. เข้าสู่ระบบเว็บไซต์กรมสรรพากร
เข้าไปที่เว็บไซต์ e-Filing ของกรมสรรพากร หากเคยยื่นแล้วสามารถใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษี (เลขบัตรประชาชน) และรหัสผ่านเดิมเพื่อ "เข้าสู่ระบบ" ได้เลย แต่หากเป็นการยื่นครั้งแรก ให้กด “สมัครสมาชิก” และทำตามขั้นตอนเพื่อสร้างบัญชีผู้ใช้งานก่อน
2. ตรวจสอบข้อมูลส่วนตัว และเลือกสถานะ
เมื่อเข้าระบบมาแล้ว หน้าแรกจะแสดงข้อมูลส่วนตัวของเรา เช่น ชื่อ และที่อยู่ ให้ตรวจสอบความถูกต้อง จากนั้นเลือกระบุ “สถานภาพผู้มีเงินได้” (โสด / สมรส / หม้าย) ให้ตรงกับสถานะที่เป็นจริง ณ วันที่ 31 ธันวาคมของปีภาษีนั้น แล้วกด “ถัดไป”
3. กรอกข้อมูลรายได้จากใบ 50 ทวิ ในหน้านี้
ในหน้านี้ ระบบจะให้เราบันทึกข้อมูลรายได้ ให้เรานำตัวเลขจาก “ใบ 50 ทวิ” ที่เตรียมไว้มากรอกให้ครบถ้วน ทั้งยอดรายได้รวมทั้งปี และจำนวนภาษีที่ถูกนายจ้างหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว หากมีรายได้จากแหล่งอื่น ๆ ก็ให้กรอกในส่วนนี้เช่นกัน
4. กรอกรายการค่าลดหย่อนทั้งหมด
ถัดมาคือหน้าที่ให้เรากรอกรายการค่าลดหย่อนต่าง ๆ ระบบจะแสดงรายการค่าลดหย่อนพื้นฐานมาให้ (เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว, ประกันสังคม) ส่วนค่าลดหย่อนอื่น ๆ ที่เราเตรียมเอกสารไว้ เช่น เบี้ยประกัน เงินบริจาค หรือเงินลงทุนในกองทุน ให้เรากรอกตัวเลขตามจริงลงไปในช่องที่เกี่ยวข้อง
5. ตรวจสอบการคำนวณภาษี
หลังจากกรอกข้อมูลรายได้ และค่าลดหย่อนครบถ้วนแล้ว ระบบจะทำการคำนวณยอดภาษีสุทธิให้โดยอัตโนมัติ หน้านี้จะสรุปผลให้เห็นชัดเจนว่าเราต้อง “ชำระภาษีเพิ่ม” หรือจะ “ได้รับเงินคืนภาษี” เป็นจำนวนเท่าไร ให้เราตรวจสอบความถูกต้องของตัวเลขทั้งหมดอีกครั้ง
6. ยืนยันการยื่นแบบ
เมื่อตรวจสอบทุกอย่างจนแน่ใจว่าข้อมูลถูกต้องครบถ้วนแล้ว ให้เลื่อนลงมาด้านล่างสุดของหน้าจอแล้วกดปุ่ม “ยืนยันการยื่นแบบ” เพื่อส่งข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่ระบบของกรมสรรพากร ถือเป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนการยื่นข้อมูล
7. จัดการหลังยื่นแบบ (ขอคืน หรือชำระเพิ่ม)
ขั้นตอนสุดท้ายคือการจัดการผลลัพธ์ หากคุณได้รับเงินคืนภาษี อย่าลืมผูกบัญชีธนาคารกับ PromptPay ด้วยเลขบัตรประชาชน เพื่อให้กรมสรรพากรโอนเงินคืนได้รวดเร็วขึ้น แต่หากคุณเป็นผู้ที่ต้องชำระภาษีเพิ่ม ก็สามารถเลือกชำระผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ เช่น QR Code บัตรเครดิต หรือ Internet Banking ได้เลย
ยื่นภาษีเสร็จแล้ว ทำอะไรต่อดี ?
หลังจากกดยืนยันการยื่นแบบเรียบร้อยแล้ว หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ได้รับเงินภาษีคืน ถือเป็นโอกาสที่ดีในการต่อยอดความมั่งคั่ง แทนที่จะปล่อยให้เงินนอนนิ่ง ๆ ลองนำเงินก้อนนี้ไปออมเงินเพิ่มในบัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูง หรือนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับความเสี่ยงของตัวเอง เพื่อให้เงินทำงาน และสร้างผลตอบแทนกลับมา นอกจากนี้ การยื่นภาษีในปีนี้ยังเป็นข้อมูลชั้นดีที่ช่วยให้เราสามารถวางแผนภาษีสำหรับปีหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นอีกด้วย
การยื่นภาษีออนไลน์ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอย่างที่คิด เพียงแค่เตรียมตัวให้พร้อม และทำความเข้าใจในแต่ละขั้นตอน ก็สามารถจัดการทุกอย่างให้เสร็จสิ้นได้อย่างรวดเร็ว การใส่ใจเรื่องภาษีถือเป็นวินัยทางการเงินที่สำคัญ ซึ่งเป็นรากฐานในการสร้างความมั่นคงทางการเงินในอนาคตได้อย่างยั่งยืน








