เส้นทางอำนาจของรัฐบาลอนุทิน ณ ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2569 กำลังถูกทดสอบอย่างหนักหน่วง แม้ในสภาผู้แทนราษฎร พรรคแกนนำจะคุมเกมได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่สถานการณ์นอกสภากลับกลายเป็นหนังคนละม้วน เมื่อถูกแกนนำพรรคฝ่ายค้านและเครือข่ายภาคประชาชน ไอลอว์ (iLaw) เปิดปฏิบัติการถล่มอย่างหนัก ด้วยข้อกล่าวหา "ฮั้ว สว." ที่พุ่งเป้าโจมตีไปยังแกนนำคนสำคัญของพรรคสีน้ำเงิน
1. ปฏิบัติการเขย่าภูมิใจไทย
มรสุมลูกนี้ก่อตัวขึ้นอย่างเป็นระบบ เมื่อเครือข่ายภาคประชาชน นำโดย ไอลอว์ (iLaw) เปิดหน้าชนด้วยการยื่นหนังสือถึงประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวหา 9 บุคคลสำคัญในพรรคภูมิใจไทย ซึ่งรวมถึงนายกรัฐมนตรี โดยอ้างว่ามีร่องรอยความเชื่อมโยงกับกระบวนการจัดตั้งและฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เมื่อช่วงกลางปี 2567
ความร้อนแรงถูกยกระดับขึ้นเมื่อมีการทิ้งไพ่ใบสำคัญ คือการเปิดเผยหลักฐานประวัติการใช้โทรศัพท์กว่า 3,000 หน้า ที่ชี้ให้เห็นความผิดปกติของผู้สมัคร สว. หลายราย ซึ่งมีการเชื่อมโยงไปถึงบุคคลผู้หนึ่งในช่วงกลางดึกของวันเลือก สว. ระดับประเทศ
ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคม และกดดันคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีเส้นตายต้องชี้ขาดว่า จะมีมติส่งสำนวนคดีของผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. ทั้ง 229 คน ให้ศาลฎีกาวินิจฉัยหรือไม่ ? ภายในเดือนสิงหาคมนี้
2. ฟ้องร้อง = กับดักทางการเมือง ?
เมื่อถูกรุกไล่ พรรคภูมิใจไทยจึงเลือกตอบโต้ด้วยความแข็งกร้าว โดยฝ่ายกฎหมายของพรรคประกาศเตรียมฟ้องร้อง “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผู้อำนวยการ iLaw ในข้อหาหมิ่นประมาท
ซึ่งการโต้กลับด้วยการขู่ฟ้องร้องนี้ แท้จริงแล้วอาจเป็นการเดินเข้าสู่ "กับดักทางการเมือง" ที่ถูกวางไว้อย่างแยบยล เพราะคดีหมิ่นประมาทเป็นความผิดต่อส่วนบุคคล หากผู้ถูกกล่าวหาดำเนินการฟ้องร้อง ก็จำเป็นต้องเดินทางมาขึ้นศาลเพื่อรับการซักค้านด้วยตนเอง การบีบให้ผู้ถูกกล่าวหาต้องตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ คือสิ่งที่ฝ่ายตรวจสอบรอคอย
3. ย้ายสมรภูมิ: เปลี่ยนศาลให้เป็นลานซักฟอก
มีการตั้งข้อสังเกตว่า เป้าหมายที่แท้จริงของแกนนำฝ่ายค้านและภาคประชาชน ไม่ใช่แค่การเปิดเผยข้อมูลเพื่อกดดันพรรคภูมิใจไทย แต่คือการป้องกันการล้มคดี เพราะพวกเขากังวลว่า หาก กกต. มีมติไม่ส่งฟ้องต่อศาลฎีกา พยานหลักฐานและข้อมูลเส้นทางการเงินทั้งหมด อาจถูกฝังกลบไปตลอดกาล
ดังนั้น การยั่วให้แกนนำพรรคภูมิใจไทยฟ้องร้องหมิ่นประมาท จึงเป็นการเปลี่ยนสมรภูมิรบ ให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในศาลอาญา ที่ซึ่งจำเลยสามารถใช้สิทธิตามกฎหมายในการขอหมายเรียกพยานหลักฐาน ข้อมูลเส้นทางการเงิน และเอกสารเจาะลึกเครือข่ายทั้งหมดขึ้นมาตีแผ่ได้
4. จับตาสิงหาคมนี้ กกต. จะมีมติอย่างไร ?
"ปมฮั้ว สว." จึงเป็นเกมหมากรุกทางการเมืองที่พรรคสีน้ำเงินต้องเดินอย่างระมัดระวังที่สุด การเลือกที่จะนิ่งเงียบอาจถูกตีความว่ายอมจำนนต่อข้อกล่าวหา แต่การลุกขึ้นมาฟ้องร้อง ก็เท่ากับการเดินเข้าสู่ลานซักฟอกทางการเมือง ที่ฝ่ายตรวจสอบรอคอย
ในเดือนสิงหาคมที่กำลังจะถึงนี้ จึงต้องจับตาว่า กกต.จะมีมติส่งสำนวนคดี “ฮั้ว สว.” ให้ศาลฎีกาวินิจฉัยหรือไม่ ? ฝ่ายตรวจสอบจะยกระดับการกดดันอย่างไร ? และพรรคภูมิใจไทย จะรับมือวิกฤตนี้ รวมถึงปัญหาต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาอย่างไร ?
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม








