ปรากฏการณ์สูตรฝ่ายค้าน "ส้มผสมเขียว" ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคกล้าธรรม กำลังกลายเป็นโจทย์การเมืองที่เต็มไปด้วยความย้อนแย้ง และน่าหวาดเสียวในคราวเดียวกัน
แม้ในเชิงตัวเลข การได้กว่า 50 ที่นั่งของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะช่วยเติมเต็มอำนาจต่อรองให้กับพรรคกล้าธรรมในการเข้าร่วมรัฐบาล แต่กลับมีกระแสข่าวออกมาว่า พวกเขาอาจถูกผลักให้เป็นฝ่ายค้าน ซึ่งนั่นจะทำให้ปีกฝ่ายค้านดูแข็งแกร่งขึ้น หรือเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามก็สุดจะเดา
ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคกล้าธรรมนี้ กลับเต็มไปด้วยขวากหนามและรอยร้าวที่ยากจะประสาน ชนวนเหตุสำคัญอย่างปรากฏการณ์ "ดองงูเห่า" ในช่วงกลางปี 2568 ไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งทางกฎหมาย แต่คือสงครามประสาทที่ตัดขาดความเชื่อใจระหว่างกันอย่างสิ้นเชิง
เมื่อฝ่ายหนึ่งถือคติอุดมการณ์สีขาวสะอาด ขณะที่อีกฝ่ายถูกตีตราเป็นพรรคสีเทามาตั้งแต่ต้น "เคมีจึงไม่เข้ากัน" การต้องมานั่งโต๊ะเดียวกันเพื่อวางยุทธศาสตร์อภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือเกมในสภาต่างๆ จึงเป็นเรื่องที่ "กลืนไม่เข้าคายไม่ออก" เพราะพรรคประชาชนย่อมระแวงว่าข้อมูลลับจะรั่วไหล ในขณะที่พรรคกล้าธรรมเองก็อาจไม่พร้อมจะเดินเกมตามแนวทางของฝั่งส้ม
อย่างไรก็ตาม หากพรรคภูมิใจไทยตัดสินใจสลัดทิ้งพรรคกล้าธรรมจนต้องตกที่นั่งฝ่ายค้านจริงๆ คนที่ต้องหนาวที่สุดกลับไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น "พรรคร่วมรัฐบาล" เสียเอง
เพราะอาวุธที่อันตรายที่สุดของ ร.อ.ธรรมนัส ไม่ใช่แค่จำนวน สส. แต่คือ "ข้อมูลในมือ" ที่พร้อมจะแฉเบื้องหลังคนสีขาวที่แฝงความดำมืดไว้ ตามคำประกาศที่เคยกร้าวไว้ว่าทุกคนล้วนมีแผล การที่คนวงในที่รู้ลึกรู้จริงต้องไปเป็นฝ่ายค้าน จึงเท่ากับเป็นการปล่อย "ระเบิดเวลา" ให้ไปเดินอยู่รอบตัวรัฐบาล จนตกอยู่ในสภาวะ "เสียวทั้งบาง" ของจริง
แต่ในทางกลับกัน ภาพลักษณ์ของฝ่ายค้านยุคใหม่อาจกลายสภาพเป็น "ฝ่ายค้านสองนครา" ที่ทำงานแยกส่วนกันอย่างชัดเจน แรงเหวี่ยงจากการโจมตีคนละทิศคนละทางนี้เอง ที่อาจทำให้รัฐบาลอนุทินลอยตัว
#การเมืองไทย #พรรคประชาชน #พรรคกล้าธรรม #ธรรมนัส #ฝ่ายค้าน #ส้มผสมเขียว #ข่าวการเมือง








