การเลือกตั้ง 2569 เต็มไปด้วยกลยุทธ์และยุทธวิธีอันแยบยล โฟกัสที่ปรากฏการณ์แลนด์สไลด์สีน้ำเงินของพรรคภูมิใจไทย กับการแจ้งเกิดและโตไวเป็นพรรคขนาดกลางอย่างพรรคกล้าธรรม ทั้งหมดทั้งมวลทำให้ผู้คร่ำหวอดการเมืองไทยอดหวนคิดถึงที่มาจาก “นั่งร้าน” อย่างพรรคประชาชนที่ส่งให้พวกเขาเป็นรัฐบาลไม่ได้
หากมองภาพรวมของภูมิทัศน์การเมืองไทยในช่วงระหว่างปี 2566 ถึงปี 2569 จะเห็นได้ชัดว่ามีการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจและการเติบโตของพรรคการเมืองขนาดกลางที่ก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้เล่นหลัก" อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทยและกลุ่มการเมืองของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
ย้อนกลับไปในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล เริ่มต้นด้วยการเป็นพรรคระดับ 71 ที่นั่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็น สส.เขต ที่ฝังรากลึกในพื้นที่ "บ้านใหญ่" ของตนเอง ที่ผ่านมาเคยโชว์พลังดูด สส.ค่ายสีส้มมาร่วมกับพรรคภูมิใจไทยแล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง
แต่เมื่อเวลาผ่านไปในรัฐบาลแพทองธาร พรรคภูมิใจไทยเล่นเกมชิงรักหักเหลี่ยมกันจนต่างคนต่างไป แยกย้ายออกมาก่อนที่พรรคประชาชนจะส่ง “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราว 4 เดือน แลกกับ MOA ยุบสภาและแก้ไขรัฐธรรมนูญ
จนถึงการเลือกตั้งปี 2569 พรรคภูมิใจไทยภายใต้การบริหารจัดการการเลือกตั้งของกุนซือสมองเพชรอย่าง เนวิน ชิดชอบ ที่นอกจากจะรวบรวมบ้านใหญ่จากต่างพรรคการเมืองเข้ามาร่วม ยังได้มืออาชีพอย่าง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ และสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว มาโกยคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ให้กับพรรค
สามารถสร้างปรากฏการณ์ "แลนด์สไลด์สีน้ำเงิน" ได้สำเร็จ โดยจำนวน สส. พุ่งสูงขึ้นเกือบ 3 เท่าตัว จากเดิมที่มีเพียง 71 ที่นั่ง ทะยานขึ้นสู่ตัวเลขประมาณ 196 ถึง 198 ที่นั่ง กลายเป็นพรรคอันดับหนึ่งของประเทศอย่างเต็มตัว โดยสามารถเจาะฐานที่มั่นสำคัญทั้งในภาคอีสาน ภาคใต้ และแม้แต่พื้นที่ภาคกลางได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ
ในส่วนของกลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ถือเป็นกลุ่มการเมืองที่มีความเคลื่อนไหวซับซ้อนและน่าติดตามที่สุดกลุ่มหนึ่ง เริ่มต้นจากการเป็นขุมกำลังหลักในพรรคพลังประชารัฐในช่วงเลือกตั้งปี 2566 ซึ่งขณะนั้นกลุ่มของเขามี สส. ในสังกัดอยู่ประมาณ 20 ถึง 21 คน ก่อนหน้านั้นกลุ่มนี้เคยเผชิญกับจุดหักเหจากการแยกตัวออกไปตั้งพรรคเศรษฐกิจไทย แล้วจึงไหลกลับเข้ารวมกับพรรคพลังประชารัฐอีกครั้ง
แต่ความขัดแย้งภายในรอบใหม่ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ ร.อ.ธรรมนัส ตัดสินใจนำสมาชิกในกลุ่มแยกตัวออกมาอย่างเด็ดขาด โดยในครั้งนี้ได้เข้าขับเคลื่อนผ่านพรรคกล้าธรรม ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังใหม่ที่มีความคล่องตัวกว่าเดิม
ผลลัพธ์จากการเลือกตั้งปี 2569 พิสูจน์ให้เห็นว่า "คอนเนกชัน" และ "บารมีทางการเมือง" ในพื้นที่ภาคเหนือยังคงแข็งแกร่ง เพราะพรรคกล้าธรรมสามารถกวาดที่นั่ง สส. มาได้ถึง 58 ที่นั่ง (แบ่งเป็น สส.เขต 56 ที่นั่ง และบัญชีรายชื่อ 2 ที่นั่ง) ก้าวขึ้นมาเป็นพรรคอันดับ 4 ของประเทศ และกลายเป็นพันธมิตรที่ทรงพลังในการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคภูมิใจไทย
ทว่าทั้งปรากฏการณ์ "แลนด์สไลด์สีน้ำเงิน" ของพรรคภูมิใจไทย และปรากฏการณ์ "พรรคเฉพาะกิจ" ที่กลายเป็น "ตัวจริง" ของพรรคกล้าธรรม ต้องไม่ลืมว่าย่อมมีปัจจัยการเป็นพรรคที่เคยมีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ควบคุมกลไกต่างๆ หนุนเนื่องอย่างมีนัยสำคัญ
ฉะนั้นฉากการเมืองไทยในวันนี้อาจเกิดขึ้นได้ยาก หากไม่มีจุดเริ่มต้นจากการเดินเกมของพรรคประชาชน
#เลือกตั้ง2569 #ภูมิใจไทย #กล้าธรรม #พรรคประชาชน #การเมืองไทย #แลนด์สไลด์สีน้ำเงิน








