"ไม่ใช่แค่ทวงถาม แต่คือการรุกฆาตทางวาทกรรม!" เมื่อพรรคประชาชนตัดสินใจ "ชิงต่อยกรรมการ" ก่อนวันเลือกตั้ง 5 วัน เกมนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องกฎหมาย แต่คือยุทธศาสตร์สร้างเกาะคุ้มกันความพ่ายแพ้ และเปลี่ยนสถานะจาก "ผู้เล่น" ให้กลายเป็น "เหยื่อ" หากผลไม่เป็นใจ... กกต. จะแก้เกมนี้อย่างไรในสมรภูมิเดือด 8 กุมภาพันธ์ 2569?
ในสมรภูมิเดือดการเมืองไทย 5 วันสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคประชาชนชิงรุกรบเร็ว ตัดสินใจเปิดศึกกับ กกต. อย่างรุนแรงและรวดเร็ว ด้วยการยื่นหนังสือด่วนให้เร่งสอบสวนและสั่งปลดกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง หลังเกิดความผิดพลาดในการเลือกตั้งล่วงหน้า พร้อมขู่หากไม่ดำเนินการจะฟ้องร้องคดีอาญาตามมาตรา 157
ปฏิกิริยาดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการทวงถามความถูกต้องทางเทคนิคเท่านั้น แต่อาจมองได้ว่านี่เป็นยุทธศาสตร์การเมืองเชิงรุก ที่ถูกออกแบบมาเพื่อกุมความได้เปรียบในเชิงวาทกรรมอย่างเบ็ดเสร็จ การเลือกใช้ถ้อยคำที่รุนแรงอย่าง "ข้อมูลเท็จ" หรือการยกมาตรา 157 มาเป็นคำขู่ดำเนินคดี เปรียบเสมือนการตีตราล่วงหน้าให้สังคมเห็นว่ากรรมการชุดนี้มีความบกพร่องเป็นทุนเดิม
ซึ่งเป็นการสร้างเกาะคุ้มกันให้พรรคในวันนับคะแนนจริง เพราะหากเกิดความผิดปกติใด ๆ ขึ้น เสียงคัดค้านของพรรคจะมีน้ำหนักในหน้าสื่อทันที ในฐานะผู้ที่ "เคยเตือนไว้แล้ว" หากพรรคประชาชนได้เสียงข้างมากหรือแลนด์สไลด์ กกต. ก็อาจรอดบ่วงที่ดักเอาไว้ แต่ในทางกลับกัน หากพรรคประชาชนเพลี่ยงพล้ำตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง แน่นอนว่า กกต. ถูกตีตราไว้ล่วงหน้าแล้ว
ที่น่าสนใจคือกลยุทธ์นี้ยังเป็นการเตรียม "ทางลง" และคำอธิบายที่ทรงพลังหากผลการเลือกตั้งออกมาเป็นลบต่อพรรคประชาชน ตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ว่า กกต. จะกลายเป็นผู้ร้ายตัวจริงในฉากทัศน์นั้น เพราะเมื่อพรรคสร้างภาพจำเรื่องความผิดพลาดเชิงระบบไว้ตั้งแต่วันเลือกตั้งล่วงหน้า ความพ่ายแพ้ในอนาคตจะไม่ถูกมองว่าเกิดจากความนิยมที่ลดลงหรือนโยบายที่ไม่ตอบโจทย์
แต่จะถูกฉายภาพว่าเป็นผลมาจากกลไกที่ไม่โปร่งใสและการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบขององค์กรอิสระแทน ซึ่งจะเปลี่ยนสถานะของพรรคจากผู้แพ้ให้กลายเป็น "เหยื่อ" ของระบบที่ไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ การกดดันเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการอย่างหนักยังส่งผลในทางจิตวิทยา บีบให้กรรมการและเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยต้องทำงานด้วยความหวาดระแวงและระมัดระวังตัวมากขึ้น
ซึ่งเปิดโอกาสให้เครือข่ายอาสาสมัครของพรรคสามารถเข้าไปจับจ้องและควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นการรักษาโมเมนตัมของฐานเสียงให้เกิดความตื่นตัว และรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยในคะแนนเสียงของตนเอง จนนำไปสู่การพร้อมปกป้องพรรคหากเกิดวิกฤตหลังการเลือกตั้ง
เพราะในสมรภูมิการเมือง ใครที่สามารถคุมพื้นที่ความชอบธรรมและนิยามความผิดถูกได้ก่อน ย่อมได้เปรียบเสมอ หาก กกต. ไม่สามารถแก้เกมหรือพิสูจน์ความโปร่งใสได้อย่างหมดจด ก็เท่ากับเป็นการเดินเข้าสู่บท "ผู้ร้าย" ที่พรรคประชาชนวางโครงเรื่องไว้ล่วงหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าผลคะแนนจริงจะเป็นอย่างไรก็ตาม
#เลือกตั้ง69 #พรรคประชาชน #กกต #การเมืองไทย #มาตรา157 #สมรภูมิเดือด







