ทำไมสูตรรัฐบาล "น้ำเงิน+แดง" จึงแรงขึ้นมา ทั้งที่ผลสำรวจนิด้าโพลและดุสิตโพลออกมาสอดคล้องต้องกัน ทั้งเรตติ้งในส่วนของบุคคลที่จะได้รับการสนับสนุนเป็นนายกฯมากที่สุด คือ “เท้ง”ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เช่นเดียวกันพรรคประชาชนเป็นพรรคที่ครองเรตติ้งอันดับ 1 เช่นกัน
นั่นอาจเป็นเพราะสภาพความเป็นจริงทางการเมืองที่ปรากฏ ที่แม้แต่คนทำโพลเองอย่าง ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ผู้อำนวยการนิด้าโพล ก็ยังออกมาคาดการณ์ พรรคภูมิใจไทยอาจกวาด สส. ได้มากที่สุด ถึง 140-150 ที่นั่ง โดยพรรคประชาชนจะตามมาเป็นอันดับที่ 2 มี 120-130 ที่นั่ง และอันดับ 3 คือพรรคเพื่อไทย คาดว่าจะได้มา 70-80 ที่นั่ง ส่วนพรรคอื่นๆเช่น พรรคประชาธิปัตย์คาดว่าได้ 40 ที่นั่ง และพรรคกล้าธรรม 40 ที่นั่ง
โดยให้เหตุผลว่า ภูมิใจไทยมีฐานเสียงจาก "บ้านใหญ่" ในพื้นที่ที่แข็งแกร่ง และมีกระแสความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในรอบนี้ ซึ่งเดิมทีไม่เคยมีกระแสในลักษณะนี้มาก่อน โดยใช้ประเด็น ชาตินิยมและการปกป้องอธิปไตย เป็นจุดเด่นในการดึงคะแนน
ประกอบกับความถดถอยของพรรคประชาชน ที่คะแนนนิยม ตกลงในหลายพื้นที่ และยังขาด "ไม้เด็ด" หรือกลยุทธ์ที่จะใช้ดึงคะแนนในช่วงโค้งสุดท้ายเหมือนการเลือกตั้งปี 66 ที่เคยใช้แคมเปญ "มีลุงไม่มีเรา"
ในขณะที่บรรดานักวิเคราะห์การเมืองมองข้ามช็อตไปแล้วว่า นายกรัฐมนตรีจะเป็นคนหน้าเดิม อักษรย่อ อ. แต่หันไปโฟกัสที่พรรคร่วมรัฐบาลแทนว่าจะมีพรรคการเมืองใดบ้าง ซึ่งหากเป็นไปตามสูตรที่คาดการณ์กันไว้นั้น สารตั้งต้นจะมี พรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทย
แม้พรรคภูมิใจไทนกับพรรคเพื่อไทยจะห้ำหั่นกันชนิดผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ ในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร แต่ก็ต้องยอมรับความจริงที่ว่า ไม่มีพรรคการเมืองที่จะได้เสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดด้วยกลไกของรัฐธรรมนูญ ทำให้ต้องมีรัฐบาลผสม เมื่อพรรคภูมิใจไทย ที่ได้รับการคาดการณ์ว่าจะมีคะแนนมากที่สุด ย่อมเลือกเส้นทางที่ปลอดภัยมากที่สุดด้วยการจับมือกับ พรรคเพื่อไทย ที่ไม่ใช่ฝ่ายก้าวหน้าแบบสุดโต่ง
เช่นเดียวกัน พรรคเพื่อไทยก็มีชะตากรรมของ ทักษิณ ชินวัตร เป็นเดิมพัน ที่การเชื่อมโยงกับอำนาจรัฐย่อมเป็นผลดีมากกว่าการอยู่ในขั้วข้างของฝ่ายค้าน และความขัดแย้งบาดหมางในอดีตนั้น สามารถจบลงได้ด้วยด้วยการประนีประนอม โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยมีการเปลี่ยนแปลงตัวหัวหน้าพรรค จาก แพทองธาร ชินวัตร เป็นจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และแคนดิเดตนายกฯ คนใหม่ คือ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แม้จะเป็นเพียงการถอยฉากไปอยู่เบื้องหลัง แต่ก็ได้ภาพการเมืองที่พร้อมประสานปรองดอง
นี่จึงเป็นสมการที่น่าจะลงตัวที่สุด แต่ที่น่าสนใจก็คือพรรคที่สาม หากมองจากการวิเคราะห์ของ ผอ.นิด้าโพล พรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคกล้าธรรม มีตัวเลขที่สูสีกัน แน่นอนว่า ต้องเลือกพรรคใดพรรคหนึ่ง เพราะประชาธิปัตย์ประกาศชัดเจนว่าจะไม่จับมือกับพรรคกล้าธรรม
ในขณะที่พรรคกล้าธรรมเคยเข้าไปร่วมเป็นนั่งร้าน ยกมือโหวตให้ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯมาแล้วในช่วงสั้นๆ ก่อนหน้านี้ แต่กระนั้น การเมืองไทยย่อมถือว่า “ดีลจบ”ไปแล้ว หลังเลือกตั้ง ย่อมจะต้องดีลกันใหม่หรือไม่!?
หากมีชื่อพรรคประชาธิปัตย์ร่วมรัฐบาล นั่นย่อมหมายความว่า พรรคกล้าธรรมจะต้องนั่งเก้าอี้ฝ่ายค้าน แต่หากพรรคกล้าธรรมเป็นรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ก็จะต้องเป็นฝ่ายค้าน แต่รอบนี้คาดการณ์กันว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์จะต้องเป็นฝ่ายค้านจริงๆ จะไม่เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะต้องลาออกจากหัวหน้าพรรคและจากพรรคประชาธิปัตย์อีกเป็นครั้งที่สอง
ด้วยเชื่อกันว่า กระแส อภิสิทธิ์ที่อุ้มพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาจากเหวนั้น ขลังยิ่งนัก หากจะมีงูเห่าบ้างก็ไม่กี่คนในภาคใต้ แต่จะไม่เกิดเหตุการณ์แตกแถวยกพรรคเหมือนที่ผ่านมา
มาดูทางฝั่งพรรคประชาชนกันบ้าง ที่พวกเขาเองก็ไม่ต้องการตกขบวน ซ้ำรอยแผลเก่าที่ได้เสียงข้างมากแต่ทำเสียงตกน้ำ ไม่ได้เป็นรัฐบาล แม้จะพยายามสร้างเงื่อนไขให้เป็นฝ่ายคุมเกมด้วยการเปิดทางจับมือกับพรรคภูมิใจไทย หากได้เสียงข้างมากเท่านั้น
แม้ในความเป็นจริง พรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมาก ใช่ว่าจะได้เปรียบในเกมต่อรองทางการเมืองเสมอไปก็ตาม ทว่าเชื่อกันว่าเป็นการตั้งเงื่อนไขเพียงเพื่อส่งสัญญาณไปถึงแฟนคลับหรือด้อมส้มให้เลือกพวกเขาให้มากที่สุดเท่านั้น
และหากตีความจาก สัญญะ ที่ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน สวมเสื้อลายดอกหลากสีสัน ในการลงพื้นที่และปราศรัยหาเสียงในช่วงระยะหลังๆ ก็เป็นความพยายามสื่อสารถึงความปรองดอง และประนีประนอมมากขึ้น
แต่พวกเขาจะสมหวังหรือไม่ เพราะหากต้องเล่นเกมบนกระดานของพรรคภูมิใจไทยที่ต้องบีบให้รับเงื่อนไขโหวต อนุทิน เป็นนายกฯอีกรอบ ตรงนี้น่าสนใจว่าปราการแห่งความศรัทธาพรรคประชาชน อาจพังครืนลงมาก็เป็นได้ แม้ในสัจธรรมการเมือง จะไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรก็ตาม
#การเมืองไทย #พรรคประชาชน #ภูมิใจไทย #อนุทิน #เพื่อไทย #นิด้าโพล #เลือกตั้ง69








