ป.ป.ช. แถลงกรณีทุจริตดำเนินการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 และคดีเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
วันที่ 25 ส.ค.69 นายเกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะรองโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับกรณีการทุจริตดำเนินการจัดสอบแข่งขัน เพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 และคดีเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม รวมจำนวน 4 เรื่อง ดังนี้
เรื่องที่ 1 การดำเนินการไต่สวนกรณีทุจริตดำเนินการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคล เป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 สำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับเรื่องกล่าวหาร้องเรียนเจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ว่าปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ในการประกวดราคาจ้างเหมาดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการพลเรือนหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ประจำปี 2568 โดยกำหนดเงื่อนไขขอบเขตของงาน
เอื้อประโยชน์ให้ผู้เสนอราคารายหนึ่งรายใดได้เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อช่วยเหลือให้ผู้เสนอราคารายใดได้มีสิทธิเข้าทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐโดยไม่เป็นธรรมหรือเพื่อกีดกันผู้เสนอราคารายใดมิให้มีโอกาสเข้าแข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม และมีการแอบอ้างเรียกรับเงินในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น
ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อปี พ.ศ. 2568 คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงาน ส่วนท้องถิ่น (สกถ.) ได้มีประกาศรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 โดยรับสมัครสอบแข่งขัน เป็นกลุ่มภาค/เขต จำนวน 10 เขต ระหว่างวันที่ 7 - 28 มีนาคม 2568 จำนวน 105 ตำแหน่ง ประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน จำนวน 28 ตำแหน่ง 3,817 อัตรา ประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ จำนวน 44 ตำแหน่ง 3,058 อัตรา ประเภทครูผู้ช่วย จำนวน 33 ตำแหน่ง 1,673 อัตรา รวม 8,548 อัตรา โดยมีผู้สมัครที่มีสิทธิสอบทั้งสิ้น 438,277 คน ทั้งนี้ ตามที่กำหนดไว้ในขอบเขตของงาน (TOR) มีผู้สอบแข่งขันที่ขึ้นบัญชี จำนวน 55,194 ราย มีการเรียก ครั้งที่ 1 - 3 เรียกบุคคล เพื่อบรรจุเข้าเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นแล้ว จำนวน 15,520 ราย โดยรวมที่จะเรียกบรรจุในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ด้วยแล้ว คงเหลือในบัญชี จำนวน 39,674 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 12 มิถุนายน 2569)
ภายหลังจากสำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับเรื่องกล่าวหาดังกล่าวแล้ว พนักงานไต่สวนได้สอบปากคำผู้ร้อง และสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง พบหลักฐานสำคัญว่ามีพยานรายหนึ่งได้ให้การพาดพิงถึงเครือข่ายของนายพิชิต ทั้งพรม (เอ) ที่ประกาศหาผู้สมัครสอบที่ยินดีจ่ายเงินแลกกับการช่วยเหลือให้สอบผ่าน โดยส่งข้อมูลชื่อผู้สมัครให้ตัวแทนและนายหน้าทั่วประเทศ ตัวอย่างความผิดปกติที่ชัดเจน เช่น กรณีของ นายภีมศรันย์ อุบลแก้วศิริ อดีตลูกจ้างกองช่าง เทศบาลเมืองบางแม่นาง ที่สมัครสอบวิศวกรโยธา ศูนย์สอบภาคกลาง เขต 1 โดยสอบได้ลำดับที่ 1 ด้วยคะแนนสูงผิดปกติมากกว่า 90 คะแนนเต็ม 100 คะแนน และ นายกฤตธนา รักแจ้ง อดีตลูกจ้างในสังกัดเดียวกัน ซึ่งสอบได้เป็นลำดับที่ 3 โดยปัจจุบันบุคคลทั้งสองได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการที่เทศบาลเมืองบางรักพัฒนาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ ในวันที่ 19 มิถุนายน 2569 พยานสำคัญอีกรายได้ให้การชี้เบาะแสว่า มีขบวนการแก้ไขกระดาษคำตอบของผู้สมัครสอบเพื่อให้ตรงกับคะแนนสอบที่มีการประกาศล่วงหน้า โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นที่บริษัท สามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ จำกัด เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สำนักงาน ป.ป.ช. จึงได้เข้าสังเกตการณ์ ความเคลื่อนไหว และขยายผลโดยการยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดนนทบุรี เพื่อขอออกหมายค้น และศาลได้อนุมัติหมายค้นที่ 618/2569 เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ซึ่งผลการตรวจค้นบริษัท สามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ จำกัด พบตัวบุคคลอยู่ในบริษัทจำนวน 11 ราย จึงได้เชิญมาให้ถ้อยคำ พร้อมตรวจยึดคอมพิวเตอร์จำนวน 13 เครื่อง กระดาษคำตอบ แฟลชไดรฟ์ และอุปกรณ์บันทึกข้อมูลภายนอก (External Hard Drive) เป็นของกลาง เพื่อนำมาพิสูจน์หลักฐาน นอกจากนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ยังได้รับส่งมอบแฟลชไดรฟ์ข้อมูลดิบจากผู้บริหารสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) รวมถึงกระดาษคำตอบฉบับจริงจากโรงพิมพ์จันวานิช เพื่อนำมาตรวจสอบเปรียบเทียบหาความผิดปกติในการแก้ไขคะแนน นอกจากนี้ จากการวิเคราะห์หลักฐานในคอมพิวเตอร์ที่ตรวจยึดได้จากบริษัท สามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ จำกัด เจ้าหน้าที่ตรวจพบไฟล์เอกสาร บัญชีรายชื่อ หมายเลขประจำตัวสอบ และรายชื่อเครือข่ายนายหน้าที่มีรูปแบบตรงกันกับพฤติการณ์ในการสรรหาเป็นพนักงานเทศบาล ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด และพนักงานเมืองพัทยา ให้ดำรงตำแหน่งสายงานผู้บริหาร ประจำปี พ.ศ. 2564 อีกด้วย ซึ่งเป็นหลักฐานบ่งชี้ว่าเครือข่ายนี้ทำงานอย่างเป็นกระบวนการมาต่อเนื่องนานหลายปี
เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานข้างต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวน โดยมีมติรับไว้ไต่สวนเป็นคดีพิเศษ รวมผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 6,012 ราย ซึ่งปัจจุบัน สำนักงาน ป.ป.ช. อยู่ระหว่างดำเนินการสืบสวนสอบสวนและทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีการส่งพนักงานไต่สวน ลงพื้นที่สอบปากคำผู้เข้าสอบเพื่อขยายผลไปยังกลุ่มนายหน้า ส่งหนังสือถึงธนาคารพาณิชย์ และประสานงานไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินในเชิงลึก รวมถึงให้เจ้าหน้าที่สืบสวนทำการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานดิจิทัลเพื่อวิเคราะห์ไฟล์กระดาษคำตอบที่ได้รับ จากหน่วยงานต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม สำนักงาน ป.ป.ช. จะดำเนินการรวบรวมหลักฐานเชิงเทคนิคเกี่ยวกับการแก้ไขคะแนนสอบของผู้เข้าสอบรายบุคคล รวบรวมหลักฐานเส้นทางการเงินและเครือข่ายนายหน้าเพื่อส่งมอบให้ ปปง. ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้กระทำผิด และประสานขอหลักฐานธุรกรรมการชำระเงินแทนกันเป็นกลุ่มจากธนาคารกรุงไทยเพื่อระบุผู้มีส่วนร่วมเพิ่มเติมต่อไป
เรื่องที่ 2 กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายเอนก เหลืองทองคำ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนักวิชาการที่ดินชำนาญการ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดพิษณุโลก–เพชรบูรณ์–นครสวรรค์-พิจิตร กับพวก กรณีร่วมกันดำเนินการออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2553 กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศกำหนดจังหวัดที่จะทำการสำรวจรังวัดทำแผนที่เพื่อออกโฉนดที่ดิน จำนวน 58 จังหวัด ตามโครงการเร่งรัดการออกโฉนดที่ดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ซึ่งรวมจังหวัดเพชรบูรณ์ด้วย กำหนดวันเริ่มต้นทำการสำรวจตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554 และกำหนดให้ทำการสำรวจรังวัดปักหลักเขตที่ดินรังวัดทำแผนที่ สอบสวนสิทธิในที่ดิน ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 จากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ได้มีประกาศ ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2553 กำหนดให้ 10 อำเภอในจังหวัดเพชรบูรณ์รวมทั้งอำเภอเขาค้อ คือ ตำบลแคมป์สนและตำบลทุ่งสมอ เป็นท้องที่เดินสำรวจออกโฉนดที่ดินดังกล่าว
ต่อมาเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2553 กรมที่ดินได้มีคำสั่งแต่งตั้งนายเอนก เหลืองทองคำนักวิชาการที่ดินชำนาญการ เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดพิษณุโลก– เพชรบูรณ์–นครสวรรค์–พิจิตร นายสมควร เพิ่มกสิวิทย์ นายช่างรังวัดชำนาญงาน เป็นผู้กำกับการรังวัด (เสียชีวิต) นางกัญจนา ดีอุดม นักวิชาการที่ดินชำนาญการ เป็นผู้กำกับการเดินสำรวจ นายสุพรรณ รสจันทร์ นายช่างรังวัดชำนาญงาน เป็นเจ้าหน้าที่เดินสำรวจรังวัด และนางสาธิตา จันทร์รัตน์ เจ้าพนักงานที่ดินชำนาญงานเป็นเจ้าหน้าที่สอบสวนสิทธิ มีอำนาจหน้าที่ตามระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน
และสอบเขตที่ดิน พ.ศ. 2543
เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เจ้าหน้าที่สำรวจรังวัดและเจ้าหน้าที่สอบสวนสิทธิได้ร่วมกันเดินสำรวจรังวัดและสอบสวนสิทธิที่ดินในพื้นที่ หมู่ที่ 7 ตำบลแคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมี นายศรายุทธ กวยทา ขณะนั้นดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นนายหน้าค้าขายที่ดิน และเป็นเจ้าของที่ดินเดิม เป็นผู้ติดต่อประสานงานให้เจ้าหน้าที่มาทำการสำรวจรังวัดและสอบสวนสิทธิที่ดิน และเป็นผู้นำชี้แนวเขตที่ดินและให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับรายละเอียดการได้มาซึ่งที่ดินจำนวน 7 แปลง ประกอบด้วยที่ดินของตนเอง 1 แปลง (แปลงที่ดิน เลขที่ 8617) และที่ดินที่ตนเองแบ่งขายให้บุคคลใกล้ชิดอีก 6 แปลง (แปลงที่ดินเลขที่ 8607, 8608, 8609, 8611, 8612 และ 8613) ส่วนอีก 2 แปลงผู้มีชื่อขอออกโฉนดที่ดินเป็นผู้นำทำการสำรวจรังวัดเอง คือ นายบพิตร อมราภิบาล ขณะนั้นดำรงตำแหน่งปฏิรูปที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ และเป็นคณะกรรมการกำหนดพื้นที่เดินสำรวจออกโฉนดที่ดินและสอบเขตที่ดินประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ของจังหวัดเพชรบูรณ์ รับมอบอำนาจจากนายบริพัตร อมราภิบาล บุตรชาย(แปลงที่ดิน เลขที่ 8610) และนายกวี บุรินทร์กุล (แปลงที่ดิน เลขที่ 8618) จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้จัดทำเอกสารการสำรวจรังวัดและสอบสวนสิทธิที่ดินทั้ง 9 แปลง (ใบไต่สวน น.ส. 5) โดยรับรองว่าได้ตรวจแล้วไม่เป็น
ที่ภูเขา ที่สงวนหวงห้าม หรือที่สาธารณประโยชน์ แล้วให้ผู้ปกครองท้องที่และผู้มีชื่อขอออกโฉนดที่ดินร่วมลงนามรับรองข้อความในเอกสารที่ดินแต่ละแปลง โดยแปลงที่ดินเดิมที่นายศรายุทธ กวยทา แบ่งขาย จำนวน 6 แปลงปรากฏว่านายศรายุทธ กวยทา ได้ให้เจ้าหน้าที่จัดทำเอกสารให้บุคคลผู้มีชื่อขอออกโฉนดที่ดินเป็นผู้ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวในฐานะเป็นผู้นำทำการสำรวจและให้ถ้อยคำ พร้อมทั้งติดต่อประสานงานให้บุคคลดังกล่าวลงลายมือชื่อในเอกสาร จากนั้นได้มีการเสนอเรื่องให้ผู้กำกับการรังวัด ผู้กำกับการเดินสำรวจ และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดพิษณุโลก–เพชรบูรณ์–นครสวรรค์–พิจิตร ตรวจสอบและพิจารณาตามลำดับชั้น
ต่อมาวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554 นายเอนก เหลืองทองคำ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดพิษณุโลก–เพชรบูรณ์–นครสวรรค์–พิจิตร ได้พิจารณาและลงนามออกโฉนดที่ดินในพื้นที่หมู่ที่ 7 ตำบลแคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ให้แก่ผู้ขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าวรวม 9 แปลงคิดเป็นเนื้อที่รวมทั้งสิ้น 9 ไร่ 2 งาน 24 ตารางวา ทั้งที่สภาพที่ดินปรากฏชัดแจ้งว่าอยู่บนเขา ภูเขา และมีความลาดชัน และไม่มีหลักฐานแจ้งการครอบครองมาโดยชอบก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ อีกทั้งเคยมีแนวทางที่คณะกรรมการกำหนดพื้นที่เดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อปีงบประมาณ พ.ศ. 2553ได้กำหนดไว้ว่าหากพื้นที่ใดมีสภาพปัญหาหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับความลาดชัน (ตั้งแต่ 35 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป)จะต้องตรวจสอบและสอบทานกับหน่วยงานที่รับผิดชอบก่อน ซึ่งต่อมาความปรากฏตามผลการตรวจสอบของกรมพัฒนาที่ดินและกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่าที่ดทั้ง 9 แปลง ดังกล่าว อยู่ในพื้นที่กันออกจากป่าไม้ชื่อ “ป่าหมายเลข 22” เดิมให้เป็นที่จัดสรรเพื่อการเกษตรกรรมหรือเพื่อใช้ประโยชน์อย่างอื่นตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2509 ให้กรมประชาสงเคราะห์จัดตั้งนิคมสร้างตนเองชาวเขาซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ของโครงการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่เสี่ยงภัยลุ่มน้ำก้อถึงลุ่มน้ำชุน จังหวัดเพชรบูรณ์
อยู่ในความรับผิดชอบของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อีกทั้งยังพบว่าเป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขตเขาตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดบริเวณที่หวงห้าม ตามมาตรา 9 (2) แห่งประมวลกฎหมายที่ดินฉบับลงวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2523 และมีความลาดชันเกิน 35 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าไม้ตามประกาศนโยบายป่าไม้แห่งชาติที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2528 อีกด้วย อันต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 กรณีจึงเป็นการออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อที่ดินของรัฐ
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติ ดังนี้
1. การกระทำของนายเอนก เหลืองทองคำ นางกัญจนา ดีอุดม นายสุพรรณ รสจันทร์ และนางสาธิตา ผจญทรพรรค หรือจันทร์รัตน์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
2. การกระทำของนายศรายุทธ กวยทา และนายบพิตร อมราภิบาล มีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86
3. การกระทำของผู้ปกครองท้องที่ จากการไต่สวนไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่าได้กระทำความผิดทางอาญาตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาทางอาญาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไปแต่มีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง
4. การกระทำของผู้ขอออกโฉนดที่ดินรายอื่น จากการไต่สวนไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่าได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไปให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และเพื่อดำเนินการขอให้ศาลเพิกถอนโฉนดที่ดินในแต่ละแปลงดังกล่าวที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 93 และให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัยตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป
ทั้งนี้ ให้แจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้กรมที่ดิน พิจารณาดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินในแต่ละแปลงดังกล่าวที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61และให้ส่งเรื่องไปยังกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่กับโฉนดที่ดินแต่ละแปลงดังกล่าวและเอกสารสิทธิที่ดินที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของโครงการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่เสี่ยงภัยลุ่มน้ำก้อถึงลุ่มน้ำชุน จังหวัดเพชรบูรณ์
เรื่องที่ 3 กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายพิสูจน์ จันทพัฒน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ สาขาหล่มสัก กับพวก กรณีร่วมกันดำเนินการ
ออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2553 กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศกำหนดจังหวัดที่จะทำการสำรวจรังวัดทำแผนที่เพื่อออกโฉนดที่ดิน จำนวน 58 จังหวัด ตามโครงการเร่งรัดการออกโฉนดที่ดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ซึ่งรวมจังหวัดเพชรบูรณ์ด้วย กำหนดวันเริ่มต้นทำการสำรวจตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554 และกำหนดให้ทำการสำรวจรังวัดปักหลักเขตที่ดินรังวัดทำแผนที่ สอบสวนสิทธิในที่ดิน ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ.2554 จากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้มีประกาศ ลงวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553 กำหนดให้ 10 อำเภอในจังหวัดเพชรบูรณ์ รวมทั้งอำเภอเขาค้อ คือ ตำบลแคมป์สนและตำบลทุ่งสมอ เป็นท้องที่เดินสำรวจออกโฉนดที่ดินดังกล่าว
ต่อมาวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2553 กรมที่ดินได้มีคำสั่งแต่งตั้งนายเอนก เหลืองทองคำ นักวิชาการที่ดินชำนาญการ เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดพิษณุโลก–เพชรบูรณ์–นครสวรรค์–พิจิตร นายสมควร เพิ่มกสิวิทย์ นายช่างรังวัดชำนาญงาน เป็นผู้กำกับการรังวัด (เสียชีวิต) นางกัญจนา ดีอุดมนักวิชาการที่ดินชำนาญการ เป็นผู้กำกับการเดินสำรวจ นายสุพรรณ รสจันทร์ นายช่างรังวัดชำนาญงานเป็นเจ้าหน้าที่เดินสำรวจรังวัด และนางสาธิตา จันทร์รัตน์ เจ้าพนักงานที่ดินชำนาญงาน เป็นเจ้าหน้าที่สอบสวนสิทธิมีอำนาจหน้าที่ตามระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินและสอบเขตที่ดิน พ.ศ. 2543
เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เจ้าหน้าที่สำรวจรังวัดและเจ้าหน้าที่สอบสวนสิทธิได้ร่วมกันเดินสำรวจรังวัดและสอบสวนสิทธิที่ดินในพื้นที่ หมู่ที่ 7 ตำบลแคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมีผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าอาวาสวัดพระธาตุผาแก้ว เป็นผู้นำเดินสำรวจรังวัด จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้จัดทำเอกสาร (ใบไต่สวน น.ส. 5) และลงนามรับรองว่าได้ตรวจแล้วที่ดินแต่ละแปลงไม่เป็นที่เขา ที่ภูเขา ที่สงวนหวงห้าม หรือที่สาธารณประโยชน์ โดยมีผู้รับมอบอำนาจจากวัดพระธาตุผาแก้ว ลงชื่อเป็นผู้นำรังวัด และมีผู้ปกครองท้องที่ร่วมลงลายมือชื่อรับรองในเอกสารดังกล่าวในแต่ละแปลงด้วย จากนั้นได้มีการเสนอเรื่องให้ผู้กำกับการรังวัดผู้กำกับการเดินสำรวจ และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดพิษณุโลก–เพชรบูรณ์–นครสวรรค์–พิจิตร ตรวจสอบและพิจารณาตามลำดับชั้น ต่อมานายเอนก เหลืองทองคำ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดพิษณุโลก–เพชรบูรณ์–นครสวรรค์–พิจิตรได้มีหนังสือ ลงวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554 ส่งเรื่องให้สำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ สาขาหล่มสัก พิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับการได้มาซึ่งที่ดินของวัดตามระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการได้มาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม
ตามมาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2552 ต่อมาหลังจากที่จังหวัดเพชรบูรณ์ได้พิจารณาอนุญาตตามระเบียบดังกล่าวแล้ว นายธนานนท์ ศรนารา ซึ่งทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายทะเบียน สำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ สาขาหล่มสัก ก็ได้เสนอเรื่องให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ สาขาหล่มสัก พิจารณา และเมื่อวันที่30 กันยายน พ.ศ. 2554 นายพิสูจน์ จันทพัฒน์ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ สาขาหล่มสัก ได้พิจารณาและลงนามออกโฉนดที่ดินในพื้นที่หมู่ที่ 7 ตำบลแคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ให้แก่วัดพระธาตุผาแก้วจำนวน 2 แปลง (โฉนดที่ดิน เลขที่ 8619 และ 8620) คิดเป็นเนื้อที่รวมทั้งสิ้น 17 ไร่ 2 งาน 51 ตารางวาทั้งที่สภาพที่ดินปรากฏชัดแจ้งว่าอยู่บนเขา ภูเขา และมีความลาดชัน และไม่มีหลักฐานแจ้งการครอบครองมาโดยชอบก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ อีกทั้งเคยมีแนวทางที่คณะกรรมการกำหนดพื้นที่เดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ได้กำหนดไว้ว่าหากพื้นที่ใดมีสภาพปัญหาหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับความลาดชัน (ตั้งแต่ 35 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป) จะต้องตรวจสอบและสอบทานกับหน่วยงานที่รับผิดชอบก่อน ซึ่งต่อมาความปรากฏตามผลการตรวจสอบของกรมพัฒนาที่ดินและกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่าที่ดินทั้ง 2 แปลง ดังกล่าว อยู่ในพื้นที่กันออกจากป่าไม้ชื่อ “ป่าหมายเลข 22”
เดิมให้เป็นที่จัดสรรเพื่อการเกษตรกรรมหรือเพื่อใช้ประโยชน์อย่างอื่น ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่18 มกราคม พ.ศ. 2509 ให้กรมประชาสงเคราะห์จัดตั้งนิคมสร้างตนเองชาวเขา ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ของโครงการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่เสี่ยงภัยลุ่มน้ำก้อถึงลุ่มน้ำชุน จังหวัดเพชรบูรณ์ อยู่ในความรับผิดชอบของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อีกทั้งยังพบว่าเป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขตเขา ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดบริเวณที่หวงห้าม ตามมาตรา 9 (2) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ฉบับลงวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2523 และมีความลาดชันเกิน 35 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าไม้ตามประกาศนโยบายป่าไม้แห่งชาติที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2528 อีกด้วย อันต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 กรณีดังกล่าวจึงเป็นการออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อที่ดินของรัฐ
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติ ดังนี้
1. การกระทำของนายพิสูจน์ จันทพัฒน์ นายธนานนท์ ศรนารา นายเอนก เหลืองทองคำนางกัญจนา ดีอุดม นายสุพรรณ รสจันทร์ และนางสาธิตา ผจญทรพรรค หรือจันทร์รัตน์ มีมูลความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1(ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
2. การกระทำของผู้ปกครองท้องที่ จากการไต่สวนไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่าได้กระทำความผิดทางอาญาตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาทางอาญาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไปแต่มีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง
3. การกระทำของผู้ขอออกโฉนดที่ดิน จากการไต่สวนไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่าได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และเพื่อดำเนินการขอให้ศาลเพิกถอนโฉนดที่ดินในแต่ละแปลงดังกล่าวที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 93 และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัยตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป
ทั้งนี้ ให้แจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้กรมที่ดิน พิจารณาดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินในแต่ละแปลงดังกล่าวที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61และให้ส่งเรื่องไปยังกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่กับโฉนดที่ดินแต่ละแปลงดังกล่าว และเอกสารสิทธิที่ดิน ที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของโครงการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่เสี่ยงภัยลุ่มน้ำก้อ – น้ำชุน จังหวัดเพชรบูรณ์
เรื่องที่ 4 กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายอรุณ สหธรรมปกรณ์เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดิน 7 ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการเดินสำรวจ
ออกโฉนดที่ดินจังหวัดนครราชสีมา กับพวก ร่วมกันดำเนินการออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2548 กระทรวงมหาดไทยได้มีประกาศกำหนดจังหวัดที่จะทำการสำรวจรังวัดทำแผนที่เพื่อออกโฉนดที่ดินและสอบเขตที่ดินทั้งตำบล ปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 รวมจังหวัดนครราชสีมาด้วย ตามโครงกาเร่งรัดการออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศสนับสนุนนโยบายการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนของรัฐบาล และกำหนดท้องที่และวันที่เริ่มดำเนินการออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ซึ่งใช้ระวางรูปถ่ายทางอากาศปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ไม่รวมท้องที่ที่ทางราชการได้จำแนกให้เป็นเขตป่าไม้ถาวร ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาได้ประกาศกำหนดท้องที่ที่จะทำการเดินสำรวจ คือ ทุกหมู่บ้าน ตำบล อำเภอในจังหวัดนครราชสีมา และเริ่มสำรวจรังวัดตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2549
เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 กรมที่ดินได้มีคำสั่งแต่งตั้งนายอรุณ สหธรรมปกรณ์เจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดิน 7 ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดนครราชสีมา นางสาวสลิฏา ทุมลา นักวิชาการที่ดิน 6 เป็นผู้กำกับการเดินสำรวจ นายเฉลิมชัย จำปีกางช่างรังวัด 5 เป็นผู้กำกับการรังวัด นางศจีภัทร สุภารัตนพงศ์ ช่างรังวัด 5 เป็นเจ้าหน้าที่เดินสำรวจรังวัดทำแผนที่และนางสุพร ชูตระกูล เจ้าหน้าที่ที่ดิน 5 เป็นผู้สอบสวนสิทธิ
ต่อมานายแหวน พุทธิศา ได้นำหลักฐาน ส.ค.1 เลขที่ 115 หมู่ที่ 1 ตำบลปากช่อง อำเภอสีคิ้วจังหวัดนครราชสีมา มาขอออกโฉนดที่ดิน จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ทำการสำรวจรังวัดและสอบสวนสิทธิที่ดินตามที่นายแหวน พุทธิศา เป็นผู้นำการเดินสำรวจรังวัด โดยได้สอบสวนสิทธิและรับรองว่า ที่ดินมีหลักฐานเดิมเป็น ส.ค.1 เลขที่ 115 หมู่ที่ 1 ตำบลปากช่อง อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 30 ไร่ โดยนางน้อยจันทโลก เจ้าของเดิมเป็นผู้แจ้งการครอบครองไว้เมื่อปี พ.ศ. 2498 ระบุสภาพการทำประโยชน์ในที่ดินว่าทำนานายแหวน พุทธิศา ได้ซื้อมาจากนางน้อย จันทโลก เมื่อปี พ.ศ. 2545 และได้ครอบครองต่อเนื่องตลอดมาจนถึงปัจจุบัน มีบ้านเลขที่ 29/3 ตั้งอยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าว ไม่เป็นที่หลวงหวงห้ามหรือที่สาธารณประโยชน์
นายหรรษวัฒน์ อิ่มจันทึก กำนันตำบลขนงพระ ลงชื่อรับรองในฐานะเจ้าพนักงานผู้ปกครองท้องที่ จากการไต่สวนปรากฏว่า ที่ดินข้างเคียงใน ส.ค.1 เลขที่ 115 ดังกล่าว ไม่สอดคล้องสัมพันธ์กับที่ดินข้างเคียงที่ทำการรังวัดทุกทิศอีกทั้งบ้านเลขที่ 29/3 ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 5 ตำบลขนงพระ มิใช่หมู่ที่ 1 ตำบลปากช่อง (ตามที่ระบุใน ส.ค.1 เลขที่ 115) และหมู่ที่ 5 ตำบลขนงพระ ได้โอนมาจากหมู่ที่ 9 ตำบลปากช่อง มิใช่โอนมาจากหมู่ที่ 1 ตำบลปากช่อง (ตามที่ระบุใน ส.ค.1 เลขที่ 115) อีกทั้งปรากฏว่า ส.ค.1 เลขที่ 115 ได้มีการออกเอกสารสิทธิไปก่อนแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2546 กรณีจึงเป็นการนำหลักฐาน ส.ค.1 จากตำแหน่งที่ดินตำแหน่งอื่นมาขอออกโฉนดที่ดิน เลขที่ 53501 ประกอบกับนายแหวน พุทธิศา ได้ซื้อที่ดินมาจากบุคคลอื่น มิใช่นางน้อย จันทโลก ตามที่กล่าวอ้าง นายแหวน พุทธิศา จึงมิใช่ผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากนางน้อย จันทโลก แต่อย่างใด อีกทั้งเนื้อที่เดิม 30 ไร่ แต่มีการสำรวจรังวัดใหม่ ได้เนื้อที่ 41 ไร่ 3 งาน 57 ตารางวา มากกว่าเดิมถึง 11 ไร่ 3 งาน 57 ตารางวา ต่อมานายเฉลิมชัย จำปีกาง และนางสาวสลิฏา ทุมลา ได้มีบันทึก ผ่านผู้กำกับการเดินสำรวจและผู้กำกับการรังวัด เสนอต่อนายอรุณ สหธรรมปกรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ระบุว่าได้ตรวจสอบการลงที่หมายตามรายการรังวัดการสอบสวนสิทธิ หลักฐาน ส.ค.1 ทะเบียนการครอบครอง น่าเชื่อได้ว่าตำแหน่งที่นำรังวัดตรงกับหลักฐานจริงอยู่ในหลักเกณฑ์ที่พึงออกโฉนดที่ดินได้ ควรออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ขอต่อไป และเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2549 นายอรุณ สหธรรมปกรณ์ ลงนามในฐานะเจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดิน เลขที่ 53501 ตำบลขนงพระ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 41 ไร่ 3 งาน 57 ตารางวา ให้แก่นายแหวน พุทธิศา ซึ่งต่อมา ความปรากฏตามผลการตรวจสอบของสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 (นครราชสีมา) และกรมป่าไม้ว่าตำแหน่งแปลงที่ดินโฉนดเลขที่ 53501 ตำบลขนงพระ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา อยู่ในเขตป่าไม้ถาวรป่าโครงการรถไฟมวกเหล็ก ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2506 และอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาเสียดอ้า ป่าเขานกยูง และป่าเขาอ่างหิน ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 147 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 รวมทั้งผลการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการ อ่าน แปล ตีความวิเคราะห์ข้อมูลภูมิสารสนเทศ และสำรวจสภาพพื้นที่ของสำนักงาน ป.ป.ช. พบว่าจากภาพถ่ายทางอากาศ เมื่อปี พ.ศ. 2496 พ.ศ. 2510 และ พ.ศ. 2517 พื้นที่ทั้งแปลงมีสภาพเป็นทุ่งหญ้า/ไม้พุ่ม และป่าผลัดใบ ไม่มีการทำประโยชน์ที่ดิน สอดคล้องกับระวางภาพถ่ายทางอากาศ ที่ใช้ในราชการที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาปากช่อง เพื่อใช้ในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ที่พบว่าที่ดินบริเวณโฉนดที่ดิน เลขที่ 53501 ไม่มีร่องรอยการทำประโยชน์มาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินบังคับใช้ ซึ่งต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 กรณีดังกล่าวจึงเป็นการออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมายเป็นเหตุให้ที่ดินของรัฐได้รับความเสียหาย
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติ ดังนี้
1. การกระทำของนายอรุณ สหธรรมปกรณ์ นางศนิตา บุญญารักษ์สกุล หรือนางสาวสลิฏาจำปีกาง หรือทุมลา นายเฉลิมชัย บุญญารักษ์สกุล หรือจำปีกาง นางจุรีรัตน์ หรือนางศจีภัทร สุภารัตนพงศ์และนางสุพร ชูตระกูล มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 83และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
2. การกระทำของนายหรรษวัฒน์ อิ่มจันทึก มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนนายอรุณ สหธรรมปกรณ์ ตามฐานความผิดดังกล่าว และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
3. การกระทำของนายแหวน พุทธิศา หรือนายเกียรตินิยม ขวัญใจพุทธิศา มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐตามฐานความผิดดังกล่าวให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และขอให้ศาลมีคำพิพากษา เพิกถอนโฉนดที่ดิน เลขที่ 53501 ตำบลขนงพระ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐานและคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) (2) และมาตรา 98
และมาตรา 82 ประกอบมาตรา 93 วรรคสอง แล้วแต่กรณีต่อไป
ทั้งนี้ ให้แจ้งกรมที่ดิน ดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดิน เลขที่ 53501 ตำบลขนงพระอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 ตามหน้าที่ และอำนาจต่อไป
จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน
#ปปช #ทุจริตสอบท้องถิ่น #สอบท้องถิ่น2568 #ทุจริต #ทรัพยากรธรรมชาติ #สิ่งแวดล้อม #ข่าวการเมือง #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline








