“รมว.กลาโหม” มอบแนวทาง จัดจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ -อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ชี้ สนามรบสมัยใหม่ ใช้ Unmanned Aerial Systems: UAS,Counter-UAS สงครามEW -ไซเบอร์ชี้ อาวุธที่ดีที่สุด จะไม่มีความหมาย หากคนใช้ ไม่สามารถใช้มัน ได้อย่างเชี่ยวชาญ เผย เราไม่ควรเตรียมกองทัพในวันนี้ เพื่อไปรบกับสงครามของเมื่อวาน อะไรที่ยังจำเป็นต้องทำให้เข้มแข็ง อะไรที่ซ้ำซ้อน ต้องทบทวน อะไรที่ขาดต้องเติมให้ครบ ขีดความสามารถใหม่ที่จำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้หนุน อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ต้องพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน -เอกชนไทยเก่ง แต่หาก ซื้อ ต่างประเทศ ต้องมี Offset Policy ตอบแทนคืน
พลเรือตรีสุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ ามว. กลาโหมได้กล่าวในการมอบนโยบายที่กองทัพบก ว่า ได้เน้นย้ำให้กองทัพนำ บทเรียนจากการสู้รบที่ผ่านมา สถานการณ์ตามแนวชายแดน ตลอดจนสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก มาศึกษาและวิเคราะห์อย่างจริงจัง เพื่อประเมินว่าโครงสร้าง ภารกิจ และขีดความสามารถที่มีอยู่ สามารถรองรับภัยคุกคามในปัจจุบันและอนาคตได้เพียงพอหรือไม่
โดยเฉพาะเทคโนโลยีและขีดความสามารถที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นในสนามรบสมัยใหม่ อาทิ ระบบอากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Systems: UAS) ระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (Counter-UAS) สงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare: EW) ไซเบอร์ (Cyber) การข่าวกรอง การเฝ้าตรวจและลาดตระเวน รวมถึงการปฏิบัติการในมิติข้อมูลข่าวสาร ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อการปฏิบัติการทางทหาร
รมว.กลาโหมย้ำว่า “โครงสร้างของกองทัพต้องตอบภัยคุกคาม ไม่ใช่ให้ภัยคุกคามมาปรับเข้ากับโครงสร้างที่เรามีอยู่” หากบทเรียนจากการปฏิบัติจริงสะท้อนถึงความจำเป็นในการมีขีดความสามารถใหม่ ให้พิจารณาทั้งการปรับภารกิจ
การปรับโครงสร้าง หรือ พิจารณาจัดตั้งหน่วยใหม่ โดยต้องมีเหตุผลและภารกิจรองรับอย่างชัดเจนว่า จัดตั้งขึ้นเพื่อรับมือภัยคุกคามใด ต้องมีขีดความสามารถอะไร และจะเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการของกองทัพอย่างไร โดยไม่ใช่เพียงการเพิ่มโครงสร้างหรืออัตรากำลัง
พร้อมกันนี้ ให้ความสำคัญกับบทเรียนและข้อเสนอจากกำลังพลผู้ปฏิบัติงานจริง เนื่องจากผู้ปฏิบัติในพื้นที่เป็นผู้ที่ทราบดีที่สุดว่า ขีดความสามารถใดมีเพียงพอ สิ่งใดยังขาด และอะไรคือสิ่งจำเป็นต่อทั้งความสำเร็จของภารกิจและความปลอดภัยของกำลังพล
“เราไม่ควรเตรียมกองทัพในวันนี้ เพื่อไปรบกับสงครามของเมื่อวาน อะไรที่ยังจำเป็นต้องทำให้เข้มแข็ง อะไรที่ซ้ำซ้อนต้องทบทวน อะไรที่ขาดต้องเติมให้ครบ และขีดความสามารถใหม่ที่จำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้”
ในด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พลโทอดุลย์ ย้ำว่า เป้าหมายสำคัญ คือ การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน โดยเห็นว่าภาคเอกชนไทยมีศักยภาพและขีดความสามารถสูง จึงต้องเชื่อมโยงความต้องการของกองทัพกับศักยภาพของภาคเอกชน สนับสนุนการวิจัย พัฒนา การผลิต การซ่อมบำรุง และการต่อยอดเทคโนโลยีภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
สถานการณ์ความมั่นคงในหลายภูมิภาคได้แสดงให้เห็นว่า แม้มีงบประมาณ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถจัดหาอาวุธหรือยุทโธปกรณ์ที่ต้องการได้ทันทีในวันที่จำเป็นต้องใช้
ดังนั้น การพึ่งพาตนเองจึงไม่ใช่เพียงเรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องของความมั่นคง ความพร้อมรบ และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานด้านการป้องกันประเทศ
สำหรับการจัดหายุทโธปกรณ์จากต่างประเทศ ให้ความสำคัญกับ นโยบายชดเชยการนำเข้ายุทโธปกรณ์ (Offset Policy) เพื่อให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์กลับคืนมาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี องค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากร การร่วมผลิต การซ่อมบำรุง และการยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย
สำหรับการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ นั้น เน้นย้ำว่า ต้องสอดคล้องกับภารกิจ ภัยคุกคาม ความจำเป็น และ ความต้องการของผู้ใช้จริง โดยต้องรับฟังหน่วยและกำลังพลที่จะนำยุทโธปกรณ์ไปใช้ในการปฏิบัติภารกิจ
เมื่อจัดหาแล้วต้องให้ความสำคัญกับการฝึกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กำลังพลสามารถใช้อาวุธและยุทโธปกรณ์ได้อย่างเชี่ยวชาญและเต็มขีดความสามารถ เพราะเมื่อเกิดสถานการณ์จริงจะไม่มีเวลามาเริ่มเรียนรู้ใหม่
โดยย้ำว่า “อาวุธที่ดีที่สุดจะไม่มีความหมาย หากคนใช้ไม่สามารถใช้มันได้อย่างเชี่ยวชาญ”








