เมื่อเวลา 11.10 น. วันที่ 24 ส.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายหลังเรียกฝ่ายความมั่นคงเข้าประชุมถึงสถานการณ์การก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า วันนี้เป็นการประเมินสถานการณ์ คงมีการทำงานร่วมกับกองทัพภาคที่ 4 ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 4 ก็ขับเคลื่อนทำงานอยู่ โดยเฉพาะการติดตามและพิสูจน์ทราบกลุ่มที่มาก่อเหตุ
เมื่อถามว่า จะอุดช่องโหว่ที่ทำให้เกิดการก่อเหตุอย่างไร นายฉัตรชัย กล่าวว่า เชื่อว่าทางกองทัพภาคที่ 4 ก็ทำเต็มที่ โดยเฉพาะการดูแลหลังเกิดเหตุ มีการใช้กำลังออกมาปฏิบัติเพื่อควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ตั้งแต่วันเกิดเหตุ เรามีเป้าหมายคือดูแลความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกระทบต่อประชาชนโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ เป้าหมายสำคัญคือต้องให้ประชาชนกระทบน้อยและมีความปลอดภัย
เมื่อถามว่า การก่อเหตุเกิดขึ้นถี่มองว่ามีปัจจัยอะไรพิเศษหรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า โดยพื้นฐาน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายจุดเคยเกิดลักษณะนี้มาหลายครั้ง ก่อนหน้านี้ก็มีมาตลอด ซึ่งกลุ่มที่ก่อเหตุหรือกลุ่มคนในพื้นที่ อาจจะแสดงการตอบโต้เชิงสัญลักษณ์กับภาครัฐหน้าที่มีความเข้มข้นภายหลังจากการเสียชีวิตของทหารพราน 5 นาย จึงเป็นไปได้ว่าฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็มีการตอบโต้ฝ่ายความมั่นคงของเรา แม้จะไม่มีผู้เสียชีวิตแต่มีผู้บาดเจ็บ ทั้งนี้ในส่วนจำนวนเหตุการณ์ต้องแยกแยะ และไปดูว่าไม่ใช่ว่าวางกล่องไว้ 1 กล่องแล้วเป็น 1 เหตุการณ์ ต้องไปดูว่าเหตุการณ์นั้นหนักเบาอย่างไร เราไม่อยากนับว่าเผายางรถยนต์ก็เป็นหนึ่งเหตุการณ์ บางทีก็เป็นรายละเอียดมากเกินไป
เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าการก่อเหตุจะเกิดขึ้นที่การประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) อย่างเป็นทางการ ที่จังหวัดสงขลา นายฉัตรชัย กล่าวว่า ไม่กังวล เรามีความพร้อมที่จะดูแล รวมถึงประสานงานหน่วยงานในพื้นที่ทราบว่าทางแม่ทัพภาคที่ 4 ผู้บัญชาการทหารบก ก็ทำเรื่องนี้อย่างเต็มที่ในการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาดังกล่าว
เมื่อถามว่า ได้มีการวิเคราะห์หรือไม่ว่าการก่อเหตุครั้งนี้เขาต้องการอะไร นายฉัตรชัยกล่าวว่า สังเกตว่าไม่มีผู้เสียชีวิตและถ้านับในเชิงทรัพย์สิน ก็มีที่ทำการประมาณ 15 แห่ง ส่วนที่เหลือก็เป็นเหตุการณ์เช่น การเผายางรถยนต์ ดังนั้นต้องไปดูว่าแต่ละส่วนส่วนที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไรและใครเกี่ยวข้อง ซึ่งตรงนี้ทางตำรวจและกองทัพภาคที่ 4 กำลังดำเนินการ
เมื่อถามว่า ได้มีการประสานกับทางการมาเลเซีย ให้สกัดผู้ก่อเหตุไม่ให้หนีออกหรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาในช่วงปีนี้ทางมาเลเซียมีทางเข้มข้นเรื่องชายแดนอยู่แล้ว เชิญที่ระบุว่าจะมีการปิดท่าข้าม ซึ่งเป็นช่องทางทางธรรมชาติแต่เชื่อว่าการก่อเหตุครั้งนี้น่าจะเป็นเพราะคนข้างในเรา
ส่วนมีการรายงานหรือไม่ว่าการก่อเหตุครั้งนี้ เป็นเพราะกลุ่มใหม่ที่เป็นวัยรุ่นหรือกลุ่มเก่า นายฉัตรชัย กล่าวว่า เรื่องนี้ผสมผสานกันจะบอกว่าเป็นกลุ่มบีอาร์เอ็นก็คงไม่ถึงขนาดนั้นแต่มีกลุ่มภัยแทรกซ้อนมาเกี่ยวข้องด้วย สังเกตได้จากที่มีการเผาที่ทำการ อบต.ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงเป็นข้อสังเกตว่าทำไมเป้าหมายถึงเป็นที่ทำการของอปถ. ทั้งหลาย ซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่เราต้องไปสืบสวนสอบสวนดู เพื่อวิเคราะห์สาเหตุของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงรูปแบบการก่อเหตุที่ไม่ได้มุ่งเป้าที่ประชาชนก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราต้องไปสืบสวน อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนเป็นหลัก โดยล่าสุดทางกองทัพภาคที่ 4 พยายามขับเคลื่อนและเข้าไปควบคุมสถานการณ์
เมื่อถามอีกว่า มองว่าเรื่องการเมืองมีมูลที่ทำให้เกิดการก่อเหตุหรือไม่ เช่นกันยั่วยุเจ้าหน้าที่รัฐ นายฉัตรชัย กล่าวว่า ในเชิงผู้ก่อเหตุเป็นการตอบโต้อยู่แล้ว เพราะที่ผ่านมา หลังจากที่มีทหารพรานเสียชีวิต ทางภาครัฐก็ทำเต็มที่ และมีความเข้มข้นเขาคงแสดงการตอบโต้เชิงสัญลักษณ์ว่า เขาก็มีศักยภาพและขีดความสามารถ แต่ทั้งหมดตนคงไม่เหมารวมว่าเป็นกลุ่มขบวนการอย่างเดียว อาจจะมีภัยแทรกซ้อนมาเกี่ยวข้องด้วย เช่นเรื่องอาชญากรรม สิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่พี่แสวงประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งต้องไปตรวจสอบทั้งหมดเราไม่เหมารวมว่าเป็นกลุ่มบีอาร์เอ็น หรือกลุ่มขบวนการอย่างเดียว
เมื่อถามถึง กรณีที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่าทางการข่าวเจ้าหน้าที่รู้ล่วงหน้านั้น นายฉัตรชัย กล่าวว่า อย่างที่แม่ทัพบอกว่า บางทียากเหมือนกัน เรารู้ว่าจะมีการก่อเหตุ แต่เรื่องวันเวลาเป็นสิ่งที่ตรวจสอบยาก ส่วนหลังจากนี้จะรับมืออย่างไร ในชั้นต้นการใช้ขีดความสามารถของทหารตำรวจ และฝ่ายปกครองต้องเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีได้กำชับว่างานข่าวต้องเข้มข้นขึ้น ส่วนอีกเรื่องคือชายแดนทราบว่า ส่วนหนึ่งมาจากภายในเยอะ แต่ก็ต้องป้องกันภัยภายนอกด้วย ท่าข้ามโดยเฉพาะด่านต่างๆและท่าข้ามและอีกด้านหนึ่งคือความร่วมมือกับมาเลเซีย 3 ส่วนนี้ต้องทำไปควบคู่กัน และเชื่อมโยงการทำงานระหว่างส่วนกลางกับพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน
เมื่อถามว่า ต้องเพิ่มความเข้มแข็งของปีกทหารปีกทหารหรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า เชื่อว่าปีกทหารเข้มแข็งอยู่แล้ว เป็นเรื่องที่ต้องบูรณาการร่วมกันอย่างจริงจังเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามอยากฝากให้ไปตรวจสอบว่า ทำไมถึงเกิดเหตุเฉพาะที่ทำการท้องถิ่น และทำไมจุดอื่นถึงยังไม่เกิดเหตุ เป็นปัจจัยที่เราต้องไปประกอบการพิจารณา
เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับอะไรหรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า ต้องทำให้เร็วที่สุดอะไรที่เคลียร์ได้หรือบังคับใช้กฎหมายได้ ก็ต้องทำให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด








