วันที่ 23 ส.ค.69 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร ระบุว่า...
“เหตุอันควรสงสัย” ไม่เท่ากับ “หลักฐานอันควรเชื่อได้”: ทำความเข้าใจมาตรา 224–226 และบทบาทที่แท้จริงของ กกต. กับ ศาลฎีกา
เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 คุณลอย ชุนพงษ์ทอง ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 โดยพาดหัวความเห็นว่า “ผมกางรัฐธรรมนูญให้ดู แค่สงสัย กกต. ก็ต้องส่งศาลฎีกา ไม่มีสิทธิ์ ไม่ส่งสำนวนต่อศาลฎีกา นะครับ คือ ไม่ส่ง ก็ติดคุกแน่นอน รัฐธรรมนูญเขียนไว้ ตุลาการก็ยังไม่มีสิทธิ์แถครับ”
จากพาดหัวความเห็นดังกล่าว มีหนังสือพิมพ์ออนไลน์ชื่อดังนำไปพาดหัวข่าว ก่อให้เกิดประเด็นถกเถียงกันในสังคมอย่างกว้างขวาง
แต่เมื่อนำมาพิเคราะห์ตามรัฐธรรมนูญ 2560 และ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 แล้ว จะพบว่ามีการสื่อสารที่ยังคลาดเคลื่อนจากหลัก “มาตรฐานของพยานหลักฐาน” (Standard of Proof) ในแต่ละขั้นตอนอย่างมีนัยสำคัญ
1. สองคำที่ไม่เหมือนกัน: “เหตุอันควรสงสัย” vs “หลักฐานอันควรเชื่อได้”
หัวใจสำคัญของการตีความรัฐธรรมนูญในส่วนว่าด้วย กกต. (มาตรา 224–226) คือการแยกแยะถ้อยคำทางกฎหมาย 2 คำนี้ออกจากกันโดยเด็ดขาด:
• “เหตุอันควรสงสัย” (Reasonable Suspicion): ปรากฏในรัฐธรรมนูญมาตรา 224 (3) และ พ.ร.ป. สว. มาตรา 59 คำนี้คือ จุดเริ่มต้นของการตรวจสอบ (Inquiry Threshold) เป็นเพียงพฤติการณ์หรือเบาะแสที่ทำให้เกิดความคลางแคลงใจว่าการเลือกตั้งอาจไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม กฎหมายจึงให้อำนาจ กกต. ในการสั่งระงับ ยับยั้ง ยกเลิกการเลือก ดำเนินการเลือกใหม่ หรือนับคะแนนใหม่ในชั้นก่อนประกาศผล แต่ ไม่ใช่ ระดับพยานหลักฐานที่เพียงพอจะนำไปตัดสิทธิบุคคล หรือยื่นเรื่องร้องต่อศาลฎีกา
• “หลักฐานอันควรเชื่อได้” (Prima Facie / Reasonable Evidence): ปรากฏในรัฐธรรมนูญมาตรา 224 (4), มาตรา 225, มาตรา 226 และ พ.ร.ป. สว. มาตรา 60, 62 คำนี้คือ มาตรฐานชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน (Adjudication Threshold) ที่ผ่านการสืบสวนและไต่สวนแล้ว จนมีพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำผิดจริง
ความเห็นที่ว่า “แค่สงสัยก็ต้องส่งศาล” จึงเป็นการนำเอามาตรฐานระดับ “สงสัย” ไปปะปนกับมาตรฐานระดับ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” ซึ่งผิดหลักโครงสร้างกฎหมายโดยสิ้นเชิง
2. ขั้นตอนทางกฎหมาย: กกต. ไม่ใช่เพียง “บุษบกส่งต่อเรื่อง”
โครงสร้างที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญวางไว้ มีลักษณะเป็นขั้นเป็นตอน (Tiered System) ดังนี้:
เหตุอันควรสงสัย ➔ ตั้งเรื่องสืบสวน/ไต่สวน ➔ ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ➔ หลักฐานอันควรเชื่อได้ ➔ ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา
ในชั้นการสืบสวน/ไต่สวน กกต. ทำหน้าที่คล้ายกับพนักงานสอบสวนหรืออัยการ หากไต่สวนแล้วพบว่าข้อกล่าวหาเป็นเพียงความสงสัยที่เลื่อนลอย ไร้พยานหลักฐานสนับสนุน กกต. มีอำนาจตามกฎหมายที่จะสั่ง “ยุติเรื่อง” ได้ ไม่จำเป็นและไม่อาจส่งเรื่องที่มีเพียงความสงสัยไปให้ศาลฎีกา
ในชั้นก่อนประกาศผลการเลือก (ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครผู้ใดกระทำการใดหรือรู้เห็นกับการกระทำ อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม) กกต. มีอำนาจสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นไว้เป็นการชั่วคราวเป็นเวลาไม่เกิน 1 ปี (ให้ใบส้ม) ตามมาตรา 60
3. มาตรา 226 ของรัฐธรรมนูญ และดุลพินิจหลังประกาศผล
ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 (และ พ.ร.ป. สว. มาตรา 62) เมื่อมีการประกาศผลการเลือกตั้งไปแล้ว กกต. จะไม่มีอำนาจสั่งระงับสิทธิสมัครเหมือนกับก่อนประกาศผลอีกต่อไป บทบาทของ กกต. จะเปลี่ยนเป็น “ผู้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา”
• กรณีที่ กกต. ต้องส่งศาล: ต้องเป็นกรณีที่การไต่สวนเสร็จสิ้นและประกาศผลแล้ว ต่อมาฟังได้ว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มีการทุจริตในการเลือกหรือการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เมื่อพยานหลักฐานถึงระดับนี้ ดุลพินิจของ กกต. จะหมดไปทันที และกลายเป็น “หน้าที่บังคับ” ที่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา มิฉะนั้นอาจเข้าข่ายความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม ม.157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
• การส่งเรื่องต่อศาลไม่ได้หมายความว่าผู้สมัครมีความผิดทันที: บทบาทชี้ขาดขั้นสุดท้ายว่าจะเพิกถอนสิทธิ (ใบแดง/ใบดำ) หรือไม่ เป็นอำนาจเด็ดขาดของ ศาลฎีกา ในการพิจารณาพิพากษา ไม่ใช่ กกต.
สรุปบทเรียนทางกฎหมาย
การทำความเข้าใจอำนาจหน้าที่ของ กกต. และศาลฎีกาตามรัฐธรรมนูญ จึงต้องมองให้เห็นกระบวนการและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้:
1. “สงสัย” เป็นเหตุให้ “เริ่มตรวจสอบ”
2. “หลักฐานอันควรเชื่อได้” เป็นเงื่อนไขให้ “ยื่นคำร้องต่อศาล”
3. “ศาลฎีกา” เป็นผู้พิจารณา “ชี้ขาดขั้นสุดท้าย”
การสรุปว่า “แค่สงสัย กกต. ก็ต้องส่งศาลฎีกา” จึงเป็นการมองข้ามขั้นตอนการไต่สวนและมาตรฐานพยานหลักฐาน คลาดเคลื่อนต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่กำหนดให้ส่งเรื่องไปศาลฎีกาได้ก็ต่อเมื่อ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้”
การแยกแยะความแตกต่างระหว่าง “เหตุอันควรสงสัย” กับ “หลักฐานอันควรเชื่อได้” จึงเป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการคุ้มครองทั้งความสุจริตของการเลือกและคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาไปพร้อมๆ กัน
การดำเนินการของ กกต. ในปัจจุบัน อยู่ในขั้นหลังประกาศผลการเลือก สว. มา 2 ปี เศษ ต้องใช้หลัก “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” เลยขั้นตอนที่จะใช้หลัก “มีเหตุอันควรสงสัย” แล้วครับ
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
23/8/69
#วัสติงสมิตร #กกต #ศาลฎีกา #เลือกสว #หลักฐานอันควรเชื่อได้ #รัฐธรรมนูญ2560 #ข่าวการเมือง #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline








