เลิกเผางบเปล่า! "ดร.สามารถ" สะกิดรัฐ จ่ายเยียวยาปีละ 3-4 หมื่นล้าน แค่ซ่อมไม่เคยแก้ วอนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานกู้วิกฤตน้ำท่วมยั่งยืน
เมื่อวันที่ 23 ส.ค.69 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า
ปีละ 3–4 หมื่นล้าน…
เราจะช่วยคน “หลังน้ำท่วม” หรือช่วยไม่ให้เขา “ถูกน้ำท่วม”?
เมื่อเกิดน้ำท่วม สิ่งแรกที่รัฐต้องทำคือ ช่วยเหลือประชาชน
เงินเยียวยาอาจไม่สามารถชดเชยความเสียหายได้ทั้งหมด แต่สำหรับคนที่บ้านถูกน้ำท่วม ทรัพย์สินเสียหาย ขาดรายได้ หรือไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ เงินช่วยเหลือจากรัฐมีความหมายอย่างมาก
ดังนั้น การเยียวยายังเป็นสิ่งจำเป็น แต่มีคำถามอีกข้อที่สำคัญไม่แพ้กัน… ถ้าเรารู้ว่าพื้นที่ไหนน้ำท่วมซ้ำซาก เราจะทำอย่างไรไม่ให้ประชาชนต้องเดือดร้อนซ้ำอีก?
1. น้ำท่วมไม่ได้เสียหายแค่ทรัพย์สิน
สำหรับคนที่ถูกน้ำท่วมซ้ำๆ ปัญหาไม่ได้จบเมื่อน้ำลด แต่พวกเขาต้องทำความสะอาดบ้าน ซ่อมแซมทรัพย์สินหรือซื้อใหม่ หยุดงานหรือหยุดกิจการ บางครอบครัวสูญเสียรายได้และผลผลิต และยังมีความสูญเสียอีกอย่างหนึ่งที่ประเมินเป็นตัวเงินได้ยากมาก นั่นคือ ความเครียดและความเหนื่อยล้าที่ต้องประสบภัยซ้ำซาก
ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองได้ยากยิ่งได้รับผลกระทบมาก
เงินเยียวยาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ แต่ไม่สามารถคืนเวลา สุขภาพจิต รายได้ และชีวิตประจำวันที่สูญเสียไปได้ทั้งหมด
ถ้าต้องเจอแบบนี้ทุกปี… ผู้ประสบอุทกภัยอาจขวัญเสีย และเฝ้าถามตัวเองว่า ทำอย่างไรให้ปีหน้าไม่ต้องเจอน้ำท่วมแบบนี้อีก?
2. เยียวยา “วันนี้” ป้องกัน “วันหน้า”
หากรัฐต้องใช้งบประมาณช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยประมาณ 3–4 หมื่นล้านบาทต่อปี 10 ปี ก็เป็นเงินประมาณ 3–4 แสนล้านบาท
แน่นอนว่าเราไม่ควรนำเงินเยียวยาทั้งหมดไปใช้สร้างโครงการ เพราะเมื่อเกิดภัย ประชาชนต้องได้รับความช่วยเหลือ แต่ตัวเลขนี้กำลังบอกเราว่า… เราควรลงทุนเพื่อป้องกันน้ำท่วมมากขึ้นหรือไม่? โดยเฉพาะพื้นที่ที่รู้กันอยู่แล้วว่าเป็นจุดเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก
3. ป้องกันอย่างไร?
ไม่มีสูตรเดียวสำหรับทุกพื้นที่ เพราะน้ำท่วมในแต่ละพื้นที่อาจมีสาเหตุต่างกัน บางแห่งอาจเกิดจากน้ำหลากจากพื้นที่ต้นน้ำ บางแห่งเกิดจากฝนตกหนักในเขตเมือง บางแห่งน้ำระบายไม่ทันเพราะระบบระบายน้ำเล็กเกินไป หรือมีจุดคอขวดที่ทำให้น้ำไหลผ่านไม่ได้หรือไหลผ่านได้น้อย บางแห่งขาดพื้นที่สำหรับพักหรือหน่วงน้ำ
ดังนั้น การแก้ปัญหาต้องเริ่มจาก “รู้ก่อนว่าน้ำมาจากไหน และจะไปไหน และจุดไหนคือปัญหา” จากนั้นจึงเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุด
บางแห่งอาจต้องมีแก้มลิงหรือพื้นที่หน่วงน้ำ บางแห่งต้องเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ บางแห่งต้องแก้คอขวดของทางน้ำ บางแห่งอาจต้องมีคลองผันน้ำ รวมถึงการใช้พื้นที่ธรรมชาติและพื้นที่ชุ่มน้ำช่วยรองรับน้ำ ขณะที่บางพื้นที่อาจเหมาะกับเขื่อน
ไม่จำเป็นต้องสร้างโครงการขนาดใหญ่ทุกแห่ง แต่รัฐต้องลงทุนให้ตรงจุดและคุ้มค่ามากที่สุด
4. ถ้าน้ำไม่ท่วม… ได้อะไรมากกว่าที่คิด
ถ้าน้ำไม่ท่วม บ้านไม่เสียหาย ร้านค้าไม่ต้องหยุด โรงงานไม่ต้องหยุดผลิต เด็กไปโรงเรียนได้ โรงพยาบาลให้บริการตามปกติได้ คนไปทำงานได้ เกษตรกรลดความสูญเสีย
และที่สำคัญที่สุด… ประชาชนไม่ต้องยกของหนีน้ำและเริ่มต้นชีวิตใหม่ซ้ำแล้วซ้ำอีก ดังนั้น การป้องกันน้ำท่วมไม่ได้หมายถึงแค่การป้องกัน “น้ำ” แต่คือการป้องกันความเสียหายต่อชีวิต เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน
5. ช่วยคนวันนี้… และป้องกันไม่ให้เขาเดือดร้อนวันหน้า
เราไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง “เยียวยา” กับ “ป้องกัน” แต่เราต้องทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกัน เยียวยาเมื่อประชาชนประสบภัย และลงทุนป้องกันเพื่อลดโอกาสที่พวกเขาจะต้องประสบภัยอีก
เพราะเป้าหมายของนโยบายน้ำท่วมไม่ควรเป็นเพียง “ทำอย่างไรให้ประชาชนได้รับเงินเยียวยาเร็วที่สุด” แต่ควรเป็น “ทำอย่างไรให้ประชาชนไม่ต้องกลายเป็นผู้ประสบภัย”
สุดท้ายแล้ว… การเยียวยาคือการช่วยคนหลังน้ำท่วม แต่การป้องกันคือการช่วยไม่ให้เขาต้องถูกน้ำท่วมอีก และนั่นคือเหตุผลที่รัฐควรเริ่มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันน้ำท่วมตั้งแต่วันนี้
#ดรสามารถราชพลสิทธิ์ #น้ำท่วม #วิกฤตน้ำท่วม #งบเยียวยาน้ำท่วม #ป้องกันน้ำท่วม #แก้น้ำท่วม #น้ำท่วมซ้ำซาก #ข่าวการเมือง #นโยบายสาธารณะ #ภัยพิบัติ #ข่าวน้ำท่วม #ข่าววันนี้








