เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 15 ส.ค. ที่สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์กรณีไปร่วมงานศพ นายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรมช.มหาดไทย แล้วได้พบกับนายทักษิณ ชินวัตร น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ บรรยากาศเป็นอย่างไรบ้างว่า เราไปเจอกันในงานศพของคนที่เราเคารพนับถือ ไม่ใช่ไปเจอกันในบรรยากาศที่ชื่นมื่นสนุกสนาน พูดคุยพบปะกันแสดงความเคารพนับถือกันเป็นเรื่องปกติ
เมื่อถามว่า จะมีโอกาสนัดพบกับนายทักษิณ ในโอกาสอื่นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนว่าตั้งแต่รู้จักนายทักษิณ นายสมชาย รวมถึงน.ส.แพทองธาร ก็เจอกันมาตลอด อย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องที่พูดคุยกันไม่ได้ ยิ่งมาเป็นรัฐบาลเดียวกัน ทำไมจะพบไม่ได้หากจะพบ
เมื่อถามว่า คำว่าไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ทางการเมืองยังทำใช้ได้อยู่ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นมิตรแท้หรือศัตรูถาวร ถ้ามีเป้าหมายตรงกันคือประชาชนประเทศชาติได้ประโยชน์ ประเทศเข้มแข็งทำแล้วเกิดความเจริญให้กับประเทศ เอาเรื่องส่วนตัวไว้ข้างหลัง เอาเรื่องประเทศชาติประชาชนมาเป็นเป้าหมาย เราต้องทำให้สำเร็จก่อน
เมื่อถามว่า ความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาลที่เหนียวแน่น ไม่จำเป็นต้องดึงพรรคอื่นเข้ามาร่วมรัฐบาลอีกใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “มันเคยมีเรื่องนี้หรือเปล่า”
เมื่อถามย้ำว่า ก่อนหน้านี้มีการมองกันว่าบางพรรคอยากเข้ามาร่วมรัฐบาล และรอให้มีการสลับขั้ว นายอนุทิน ตอบว่า “ทุกพรรคอยากเป็นรัฐบาล ไม่มีพรรคไหนอยากเป็นฝ่ายค้าน เพราะสามารถขับเคลื่อนการทำงานไปถึงประชาชนได้อย่างเต็มที่ แต่เมื่อมีการเลือกตั้งมีการตั้งรัฐบาลเข้ามาแล้ว ทุกฝ่ายก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ ฝ่ายค้านก็ต้องตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่ รัฐบาลก็ต้องทำงานอย่างเต็มที่ก็ว่ากันไปแบบนี้
เมื่อถามอีกว่า มั่นใจหรือไม่ว่าจะอยู่ครบ 4 ปี นายอนุทิน หัวเราะก่อนตอบว่า ก็ต้องอยู่ให้ได้ ถ้าอยู่ได้ก็ต้องอยู่เพื่อทำประโยชน์ให้กับประเทศและประชาชน
เมื่อถามอีกว่า ทางการเมืองไม่กังวลอะไรใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า สงสารตนบ้าง เสียงแหบอยู่ ก่อนกล่าวอีกว่า ก็ต้องกังวลว่าเป้าหมายที่ทำอยู่จะฮิต จะโดนหรือไม่ นโยบายที่รัฐบาลทำอย่าง ไทยช่วยไทยพลัส ได้รับความชื่นชมจากประชาชน ตัวเลขทางเศรษฐกิจก็ปรับขึ้นมา ความน่าเชื่อถือของประเทศไทย เรตติ้งต่างๆ ก็ถูกปรับขึ้นมา เงินลงทุนจากต่างประเทศก็เข้ามาจำนวนมาก ส่งออกก็มากขึ้นเกือบ 20% ความกังวลเหล่านี้ก็คือ ทำไมตัวเลขการส่งออกไม่ดีขึ้นกว่านี้ จีดีพีโต 2% จะทำอย่างไรให้โตขึ้นเป็น 3% และ 4% อันนี้ต่างหากคือข้อกังวลของรัฐบาล
เมื่อถามว่า ได้ยินเสียงที่ประชาชนขอให้ต่อไทยช่วยไทยพลัสเฟสต่อไปหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ได้ยินทุกอย่าง แต่เราต้องดูเรื่องของวิธีการ งบประมาณ และสิ่งที่เราต้องทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะตรงนี้ไม่ใช่รัฐสวัสดิการ ไม่ใช่ประชานิยม แต่เป็นการทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศยกระดับเศรษฐกิจ








