วันที่ 13 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีความกังวลต่อสถานการณ์ความรุนแรงจากอาวุธปืนที่เกิดขึ้นล่าสุดในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา
โดยระบุว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนำไปสู่โศกนาฏกรรม ซึ่งต้องยอมรับความจริงว่ามาตรการที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนของไทยมีปัญหา ตั้งแต่เรื่องการเปิดให้มีร้านขายปืนจำนวนมากในสมัยก่อน และปัจจุบันประเทศไทยยังมีอัตราการครอบครองอาวุธปืนต่อสัดส่วนประชากรสูงติดอันดับโลก ส่งผลให้ประชาชนทั่วไปรวมถึงกลุ่มสถานศึกษาและพื้นที่สาธารณะรู้สึกไม่ปลอดภัย ซึ่งหากไม่มีมาตรการสร้างความปลอดภัยที่ชัดเจน ประชาชนก็ต้องใช้ชีวิตอยู่บนความหวาดกลัว
นายรังสิมันต์วิพากษ์วิจารณ์ท่าทีของนายกรัฐมนตรีที่ระบุเพียงว่าไม่ควรพกพาอาวุธปืน โดยมองว่าไม่ใช่การแก้โจทย์ที่ตรงจุด แต่รัฐบาลควรกลับมาที่หลักการว่ามีนโยบายจะให้ประชาชนถือครองอาวุธปืนหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าอาวุธปืนที่ถูกกฎหมายถูกนำมาใช้ก่อเหตุสะเทือนขวัญหลายครั้ง จึงต้องตรวจสอบว่าการคัดกรองคุณสมบัติผู้ครอบครองมีความหลวมในจุดใด
และควรมีการปรับปรุงมาตรการให้รัดกุมขึ้น รวมถึงต้องระบุให้ชัดเจนว่ากลุ่มใดที่มีความจำเป็นต้องใช้ปืนจริงๆ โดยเฉพาะในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปัจจุบันไม่มีปืนสวัสดิการที่เป็นของหลวงให้หยิบยืม จนทำให้ตำรวจหลายคนต้องไปซื้ออาวุธปืนเอง นอกจากนี้ยังพบปัญหาเรื่องความเครียดและสารเสพติดในกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งหากรัฐบาลไม่มีมาตรการแก้ปัญหาเหล่านี้ โศกนาฏกรรมอาจเกิดขึ้นซ้ำๆ
สำหรับการแก้ไขปัญหา นายรังสิมันต์เสนอว่ารัฐบาลต้องกำหนดกลุ่มผู้ครอบครองให้ชัดเจน หากไม่ให้ประชาชนทั่วไปครอบครองปืน รัฐก็ต้องตอบให้ได้ว่าจะดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของเขาอย่างไรเพื่อไม่ให้ประชาชนต้องหันไปพึ่งพาตัวเอง
ส่วนในกลุ่มข้าราชการ ตำรวจ หรือนักการเมือง ก็ต้องมีการกำหนดเงื่อนไขหรือเกณฑ์ให้ชัดเจน เช่น กรณีของตำรวจอาจมีมาตรการเมื่อปฏิบัติหน้าที่เสร็จแล้วให้คืนอาวุธปืนไว้ที่สถานีตำรวจ สิ่งสำคัญคือต้องมีการตรวจสอบสมาธิและสุขภาพจิตของผู้ครอบครองอย่างต่อเนื่อง เพราะที่ผ่านมาพบว่าเมื่อได้ใบอนุญาตไปแล้วไม่มีการตรวจสอบซ้ำ ซึ่งต่างจากการต่ออายุใบขับขี่ที่มีการดำเนินการเป็นระยะ
ในประเด็นความจำเป็นของการมีอาวุธปืน นายรังสิมันต์ตั้งคำถามถึงความเชื่อมั่นในเจ้าหน้าที่รัฐ โดยระบุว่าในบางครั้งเจ้าหน้าที่รัฐก็น่ากลัวกว่าโจรเสียอีก หากรัฐต้องการลดจำนวนอาวุธปืนก็ต้องมอบความปลอดภัยที่แท้จริงให้สังคมควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาปืนเถื่อนและปืนไทยประดิษฐ์
ทั้งนี้ ในฐานะประธานกรรมาธิการการกฎหมาย ได้มีการหารือกับทีมที่ปรึกษาและเลขานุการเพื่อรวบรวมข้อมูลและเตรียมมาตรการทั้งทางกฎหมายและฝ่ายบริหาร เพื่อหาทางออกให้ครอบคลุมทุกปมปัญหาไม่ให้เกิดเหตุซ้ำซาก
โดยนิยามความจำเป็นในการครอบครองควรดูจากหลักฐานที่ชัดเจน เช่น ประวัติการถูกคุกคาม หรืออาชีพที่เกี่ยวข้องจริงๆ และต้องผ่านการตรวจสภาวะทางจิตวิทยาอย่างต่อเนื่อง เพราะแม้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือทหารก็เคยมีประวัติก่อเหตุสะเทือนขวัญมาแล้ว
นอกจากนี้ นายรังสิมันต์ยังได้ฝากคำถามถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถึงทิศทางนโยบายว่าต้องการให้สังคมไทยมีอาวุธปืนมากน้อยเพียงใด หากต้องการจำกัดจำนวนให้เหมือนประเทศญี่ปุ่น รัฐต้องมีนโยบายจูงใจ เช่น การรับซื้ออาวุธปืนคืน หรือการนิรโทษกรรมเพื่อจูงใจให้ผู้นำปืนผิดกฎหมายมาคืนรัฐ
ส่วนกรณีที่นักการเมืองบางรายมีการครอบครองอาวุธปืนจำนวน 30-40 กระบอกนั้น นายรังสิมันต์มองว่าเกินกว่าความจำเป็นในการป้องกันตัว
"อาวุธปืนควรถูกใช้เพื่อป้องกันตัวเอง ถ้าคุณจะมีอาวุธปืนเป็นคลังแสงราวกับว่ามีรถอยู่ในโกดัง ผมมองว่าอันนี้ไม่ใช่ความจำเป็นในการป้องกันตัว นักการเมืองไม่ใช่อาชีพที่เท่ากับต้องมีปืน แต่ควรพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่ามีความจำเป็นอะไร หรือถูกคุกคามจริงหรือไม่ ไม่ใช่ดูแค่เฉพาะเรื่องอาชีพอย่างเดียว" นายรังสิมันต์ กล่าว








