วันที่ 13 ส.ค. 2569 ที่ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในระดับพื้นที่ รุ่นที่ 1 (ภาคกลางและภาคตะวันออก) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร นายอำเภอในพื้นที่ภาคกลางและตะวันออกเข้าร่วมงาน
นายกรัฐมนตรี กล่าวช่วงหนึ่งว่า ในช่วงที่ผ่านมามีเรื่องอาวุธปืนที่เราต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน ฝากทุกท่านด้วยว่า ตอนนี้ต้องเข้มงวดกวดขันเป็นพิเศษ อย่าให้มีพฤติกรรมลอกเลียนแบบ และส่งผลให้เกิดสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ ในส่วนของกรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย ตนได้สั่งการไปแล้ว ช่วงนี้ปิดระบบการออกใบอนุญาตป. 3 ดังนั้นการซื้อขาย การครอบครองอาวุธปืนของคนทั่วไปไม่มี และตนได้ให้นโยบาย ในเมื่อเราถือว่าอาวุธปืนเป็นสิ่งที่ร้ายแรง ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับผู้ใช้ ถ้าผู้ใช้นั้นไม่มีหน้าที่ในทางกฎหมาย ปกติเราจะมีการมอบปืนให้กับกำนันผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งตอนนี้มีอยู่ 10 กว่าล้านกระบอกเท่าที่เห็นอยู่ และที่ไม่เห็นอีกไม่รู้เท่าไหร่ เท่ากับประชากร 6-7 คน มีอาวุธปืน 1 กระบอก อันนี้ไม่ไหว นี่เป็นแดนคาวบอยแล้ว และหากตัดหัวตัดท้ายพวกเด็กและผู้สูงอายุออกไป พบว่า 3-4 คนมีอาวุธปืน 1 กระบอก แม้ว่าจะไม่มีเหตุการณ์อะไรก็แล้วแต่ แต่จะกลายเป็นบ้านเมืองที่มีความสุ่มเสี่ยง เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงได้ตลอดเวลา ดังนั้นทางกรมการปกครองนำเสนอมาว่า จะต้องมีการพิจารณาในเรื่องการมอบรางวัลให้กับกำนันผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยมเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ที่จะทำให้เขามีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลสารทุกข์สุขดิบของประชาชนได้
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในส่วนของเพื่อนข้าราชการตำรวจเอง รวมถึงฝ่ายปกครองคือในอำเภอ ช่วงนี้ขอให้มีการร่วมกัน ตั้งด่านตรวจค้นอาวุธปืนยาเสพติดเป็นหลัก เพราะฉะนั้นด่านเหล่านี้จะต้องมีความพร้อมและเข้มข้น เนื่องจากเราต้องรักษาความปลอดภัยให้ตัวเองเช่นกัน เพราะมุ่งเป้าไปที่การตรวจค้นอาวุธร้ายแรง อย่างที่บอกคนที่ถูกตรวจค้นไปกระทำความผิดอะไรมาอาจคิดต่อสู้ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ จึงขอให้เพิ่มความระมัดระวังเพิ่มขึ้น แต่ก็ขอให้เน้นเรื่องการตรวจสอบการพกพาอาวุธปืนผิดกฎหมายและดำเนินคดีอย่างเต็มที่ ในส่วนของรัฐบาลกำลังมอบหมายให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ทำการยกร่างสังคายนา ออก พ.ร.บว่าด้วยอาวุธปืนใหม่ขึ้นมา
นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ขอให้ท่านทั้งหลายเข้มงวดในการปราบปรามอันธพาลเหล่านี้ องค์กรอาชญากรรม ผู้บงการผู้สนับสนุนและผลประโยชน์ต่างๆที่อยู่เบื้องหลังในภารกิจทั้งหมด อบายมุข สถานบันเทิงผิดกฎหมาย ยาเสพติด ค้ามนุษย์ ผู้มีอิทธิพล นอมินี หนี้นอกระบบ ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ขอให้ใช้หลักที่ตนได้มอบหมาย มีความเป็นอิสระอย่างสูงสุดในการปฏิบัติหน้าที่ ปิดชื่อถือพฤติกรรม ไม่ต้องสนใจสายโทรศัพท์ ใครที่จะโทรเข้ามา เพราะถ้าผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไม่โทรเข้ามา หรือผู้บังคับบัญชาตามสายงานของท่านไม่โทรเข้ามา ท่านไม่ต้องปฏิบัติ เพราะไม่ใช่คำสั่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย
“ผมไม่มีวันโทรอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วง หากใครโทรเข้ามาบอกว่า น้องนี่นายกฯ หรือพี่หนูนะ ขอให้มั่นใจได้เลยว่า นั่นตัวปลอมเพราะตัวจริงไม่โทร คิดง่ายๆ หากท่านบันทึกเสียงก็ตายแล้ว ไม่รักคนอื่นมากกว่าตัวเอง หากมีโทรศัพท์เข้าขอให้อัดเทปแล้วส่งมาให้ผม ตรวจสอบไม่ยาก หากเป็นเสียงของใครคนใดคนหนึ่ง ในคณะรัฐมนตรี ผมพูดได้เลยว่า นั่นเป็นวันสุดท้ายของการทำงานของเขา เราทำงานกันแบบนี้ตรงไป ตรงมา แบบนี้ไม่ต้องมีความสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น“ นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายอนุทิน กล่าวว่า ส่วนผู้ว่าราชการจังหวัด ตนคิดว่ามีความสบายใจมาก เพราะไม่เคยได้รับการร้องขอใดๆ ที่ให้ท่านปฏิบัติต่อคนที่ทำผิดกฎหมาย จากระดับผู้บริหารของกระทรวงมหาดไทย เพราะฉะนั้นเราได้ตั้งแนวทาง และหลักของการทำงานอย่างชัดเจนแล้ว ซึ่งจะทำให้ท่านมีความสบายใจ ระดับผู้ว่า ผู้การ ท่านสามารถปฏิเสธการร้องขอเหล่านี้ได้ ที่ผ่านมาเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่หลังจากนี้เป็นต้นไป ถ้ารัฐบาลชุดนี้ยังมีนโยบายเช่นนี้อยู่ ท่านก็ต้องทำตามระเบียบและข้อกฎหมาย ตนให้คำยืนยันไม่มีใครจะทำให้ท่านต้องประสบอุปสรรคในหน้าที่ราชการ หากทำตามที่ตนได้พูดแนวทาง การทำงานร่วมกัน ของท่านทั้งสองก็จะเกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุดแน่นอน ไม่ได้หวังว่าประเทศนี้จะไม่มีอะไรเลย หรือไม่มีอาชญากรเป็นไปไม่ได้ แต่ขอให้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
นายอนุทิน กล่าวว่า ตำรวจโชว์ให้เห็นแล้ว ตอนที่ทำเรื่องยาเสพติดและไซเบอร์อย่างเข้มงวด มารายงานให้ตนทราบ ร่วมกับทางปกครองกราฟที่ตกลงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์จนถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นตัวชี้วัดในการทำงานของเราได้ เพราะฉะนั้นวันนี้ท่านไม่ได้มารับมอบนโยบายอย่างเดียว ขอให้ใช้ Workshop นี้เป็นกันจุดเริ่มต้นในการทำงานร่วมกัน ทั้งวิธีคิด การวางโครงสร้าง และการทำงานอย่างจริงจังระหว่างนายอำเภอ และผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรทั้งหลาย ดูข้อมูลและวิเคราะห์ปัญหา เพื่อที่จะกลับไปทำงานด้วยกัน ใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน วิเคราะห์ให้แม่นยำและทำงานเป็นทีมบังคับ ใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา และมีการวัดผลเพื่อปรับปรุงแผนงานอย่างต่อเนื่อง หากสามารถทำได้ครบ เชื่อได้ว่าประชาชนจะมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากขึ้นรวมไปถึงมีความเชื่อมั่นศรัทธาต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐมากขึ้นเช่นกัน
นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่พูดเลยสักคำว่าไม่ให้เกิดเคสเลย แต่จะต้องให้เกิดน้อยที่สุด จะต้องทำลายต้นต่อสิ่งยั่วยุ หรือเห็นใจให้น้อยที่สุด นักท่องเที่ยวชาวรัสเซียที่พัทยา ซึ่งไม่ใช่นักท่องเที่ยวแต่เป็นคนที่อยู่ในประเทศไทยมานานแล้ว แต่รายงานที่ไปยังต่างประเทศเป็นนักท่องเที่ยว สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีการแถลงชี้แจง ถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นอาชญากรรมในประเทศไทย เกิดขึ้นในลักษณะเหมือนกับการปล้นการจี้ ซึ่งต้องไปแก้ไขไม่เหมือนต่างประเทศ
วันนี้หากพบใครพกปืนไปไหน วันนี้ ป.12 ไม่มีมาเกือบ 3 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นเดินออกไปตรงไหน หากเห็นคนพกปืน ถือปืน ถือว่าผิดกฎหมาย สิ่งที่รัฐบาลให้นโยบายท่านไปปฏิบัติ ยังอยู่ภายใต้ขอบเขตแห่งกฎหมายทุกประการ พื้นที่ไหนเกิดเหตุอย่างนี้บ่อยๆ ก็จะทำให้เห็นว่า เราไม่มีความเข้มแข็งใน ประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งจะต้องเอาเป้าหมายให้ตรงกัน ทำให้ปัญหาทุกอย่างจบภายในพื้นที่ แต่ละพื้นที่ปัญหาจบก็จะไม่มีปัญหาข้ามพื้นที่กัน บ้านเมืองก็จะสงบสุข








