กมธ.การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร นำทีมลงพื้นที่ตรวจศูนย์คัดแยกพัสดุ เคอีเอ็กซ์ บางพลี หวังบูรณาการภาครัฐ-เอกชน สกัดกั้นการขนส่งยาเสพติดและอาวุธปืน ด้านเอกชนยอมรับไร้เครื่องเอกซเรย์พัสดุภายในประเทศ แต่ชูมาตรการเข้มจับตาพฤติกรรมสงสัย พร้อมประสานตำรวจเปิดกล่องดำเนินคดีทันที
วันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่จังหวัดสมุทรปราการ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร นำโดย จ่าอากาศเอก อภิชาติ แก้วโกศล สส.เพชรบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธาน กมธ. ร่วมกับกรมการปกครอง, จังหวัดสมุทรปราการ, ตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ, สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสมุทรปราการ, กรมการขนส่งทางบก, กรมศุลกากร และสถานีตำรวจภูธรบางแก้ว ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ณ ศูนย์คัดแยกสินค้า บริษัท เคอีเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและผู้ให้บริการขนส่งพัสดุเอกชน ในการป้องกันการลักลอบขนส่งสิ่งผิดกฎหมาย
จ่าอากาศเอก อภิชาติ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อศึกษาและขอคำแนะนำจากผู้ให้บริการขนส่งเอกชน เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขแนวทางการทำงานร่วมกัน ซึ่งการสกัดกั้นยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน เพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชน พร้อมทั้งตั้งคำถามถึงระบบการตรวจคัดกรองว่า มีการใช้เครื่องเอกซเรย์ตรวจหาอาวุธปืน ยาเสพติด หรือวัตถุระเบิดโดยตรงหรือไม่
ด้าน นายเจี้ยนเหวิน เหลียง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เคอีเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัทให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาโดยตลอด เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกใช้เป็นช่องทางกระทำผิดกฎหมาย พร้อมนำเสนอระบบคัดกรองสินค้าที่มีความปลอดภัยโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมสร้างความสงบเรียบร้อย
ขณะที่ ตัวแทนเจ้าหน้าที่บริษัท เคอีเอ็กซ์ฯ ยอมรับว่า ปัจจุบันยังไม่มีเครื่องเอกซเรย์สำหรับพัสดุภายในประเทศ แต่มีมาตรการคัดกรองอื่นทดแทน เช่น การตรวจบัตรประชาชนของผู้ส่ง หากเป็นการฝากส่ง จะต้องระบุชื่อผู้ส่งมากกว่า 2 ชื่อขึ้นไป นอกจากนี้ บริษัทยังจัดเก็บภาพถ่ายกล่องพัสดุและบันทึกน้ำหนักทุกชิ้นอย่างละเอียด
สำหรับพฤติกรรมสงสัยที่มักพบจากกลุ่มผู้กระทำผิด เช่น การหลบมุมกล้องวงจรปิด สวมหมวกกันน็อกขณะส่งพัสดุ หรือเมื่อสินค้าถึงปลายทางแล้วไม่สามารถติดต่อผู้รับได้ โดยผู้รับมักขอ นัดเจอบนนอกสถานที่ หรือขอรับพัสดุเองที่ศูนย์กระจายสินค้า หากพบพฤติการณ์เหล่านี้ บริษัทจะพยายามติดต่อขอเปิดกล่องจากต้นทาง หากติดต่อไม่ได้จะถือเป็นพัสดุต้องห้าม และประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบและเปิดกล่องร่วมกันทันที
พล.ต.ต.ภูมินทร์ สิงหสุต ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า ที่ผ่านมาพบการส่งสิ่งผิดกฎหมายผ่านช่องทางนี้หลายกรณี ซึ่งตำรวจได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและประเมินสถานการณ์ร่วมกับเอกชนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงแจ้งเตือนข้อมูลพื้นที่เสี่ยงและเครือข่ายผู้กระทำผิด เพื่อให้ขนส่งช่วยสังเกตความผิดปกติ เช่น การเปลี่ยนจุดรับส่งพัสดุบ่อยครั้ง หากตรวจยึดของกลางได้จะดำเนินคดีจนถึงที่สุด พร้อมเร่งพัฒนาระบบแจ้งเบาะแสผ่านแอปพลิเคชันและกลุ่มไลน์
ด้าน นายวิวัฒน์ จันทร์โอภาส ปลัดจังหวัดสมุทรปราการ เน้นย้ำความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายและการเพิ่มโทษผู้ลักลอบนำเข้าอาวุธปืน สิ่งเทียมอาวุธปืน รวมถึงผู้สนับสนุนเครือข่าย พร้อมสนับสนุนให้นำเทคโนโลยีมาช่วยวิเคราะห์พัสดุที่มีลักษณะแปลกประหลาด ขณะที่ พ.ต.อ.ไพโรจน์ เพ็ชรพลอย ผู้กำกับการ สภ.บางพลี ฝากให้บริษัทขนส่งเพิ่มทักษะพนักงานหน้างานในการตรวจสอบเอกสารระบุตัวตนของชาวต่างชาติ เช่น หนังสือเดินทาง (Passport) เพื่อป้องกันการใช้เอกสารปลอม
กรณีพัสดุระหว่างประเทศ ตัวแทนบริษัทขนส่งชี้แจงว่า หากติดต่อปลายทางไม่ได้จะยังไม่มีอำนาจเปิดพัสดุ เนื่องจากไม่เข้าเงื่อนไข แต่จะใช้วิธีนำเข้าเครื่องเอกซเรย์เพื่อตรวจสแกนสิ่งของภายใน และประสานตำรวจใช้อำนาจตามกฎหมายหากพบเหตุต้องสงสัย
ต่อมา หัวหน้ากลุ่มงานด้านอาวุธปืน กรมการปกครอง ระบุว่า ได้กำชับท้องที่ทั่วประเทศเข้มงวดเรื่องการขอใบอนุญาตอาวุธปืนแล้ว พร้อมสอบถามถึงนโยบายการรับส่งอาวุธปืนถูกกฎหมายและสิ่งเทียมอาวุธปืน ซึ่งทางบริษัทเอกชนยืนยันปฏิเสธการรับส่งสินค้ากลุ่มนี้อย่างเด็ดขาด
ด้าน ผู้แทนกรมศุลกากร เปิดเผยข้อมูลว่า ในปี 2569 พบ คดีลักลอบนำเข้า-ส่งออกสินค้าผิดกฎหมายรวม 95 คดี แบ่งเป็นการลักลอบนำเข้า 54 คดี และส่งออก 41 คดี ส่วนใหญ่เป็นยาเสพติดที่มีปลายทางไปยังประเทศเสี่ยง เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เยอรมนี เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ส่วนการลักลอบส่งอาวุธปืนผ่านศุลกากรมีน้อยมาก เนื่องจากแพลตฟอร์มซื้อขายออนไลน์มีมาตรการป้องกันเข้มงวด
นอกจากนี้ ผู้แทนฝ่ายสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ได้เสนอแนะให้บริษัทขนส่งติดตั้งกล้องวงจรปิดในมุมที่สามารถบันทึกหน้าตรงของผู้มาส่งพัสดุได้อย่างชัดเจน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสืบสวนติดตามตัวผู้กระทำผิดต่อไป








