โฆษกรัฐบาลย้ำสัมพันธ์ไทย-เมียนมาต้องมองรอบด้าน ยึดผลประโยชน์ชาติ-แก้ปัญหาข้ามแดนเพื่อประชาชน ติงปชน.เลิกมองแค่มิติการเมือง
วันที่ 10 ส.ค.2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชนกังวลต่อการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทยกับเมียนมา และแสดงความไม่เห็นด้วยกับท่าทีของรัฐบาลไทยในการให้การต้อนรับนายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา ว่า รัฐบาลเข้าใจดีว่าอาจมีการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกันนั้น จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบด้านและทุกมิติ
ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และผลที่มีต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยไม่ควรพิจารณาเฉพาะมิติทางการเมือง เนื่องจากหลายปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนไทย เป็นปัญหาข้ามพรมแดน ซึ่งประเทศไทยไม่สามารถแก้ไขได้โดยลำพัง จึงจำเป็นต้องมีช่องทางการพูดคุย การประสานงาน และความร่วมมือระหว่างกัน
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีพรมแดนติดกับเมียนมายาวกว่า 2,400 กิโลเมตร ทำให้ทั้งสองประเทศจำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งการปราบปรามยาเสพติด การกวาดล้างสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ การแก้ไขปัญหามลพิษข้ามแดน ไม่ว่าจะเป็นไฟป่า หมอกควัน ฝุ่น PM 2.5 และปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำที่ไหลข้ามพรมแดน หากไทยและเมียนมาไม่พูดคุยหรือสร้างความร่วมมือระหว่างกัน ก็ยากที่จะผลักดันให้แก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกัน การดำเนินความสัมพันธ์กับเมียนมายังมีมิติด้านเศรษฐกิจและพลังงาน โดยเมียนมาเป็นหนึ่งในแหล่งก๊าซธรรมชาติสำคัญของไทย ปัจจุบันทั้งสองประเทศมีการหารือถึงการต่ออายุสัญญาแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใกล้สิ้นสุด ซึ่งเกี่ยวข้องกับความมั่นคงด้านพลังงาน ต้นทุนการผลิต และค่าครองชีพของประชาชน
นางสาวรัชดา กล่าวว่า การรักษาความสัมพันธ์กับเมียนมาไม่ได้หมายความว่าไทยจะต้องเห็นด้วยกับทุกเรื่อง หรือยอมรับทุกท่าทีของอีกฝ่าย แต่หมายถึงการรักษาช่องทางและกลไกที่ทำให้ประเทศไทยสามารถเจรจา ผลักดันประเด็นที่เป็นประโยชน์ แก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบกับประชาชน
ขอย้ำว่ารัฐบาลดำเนินความสัมพันธ์กับเมียนมาโดยยึดผลประโยชน์ของประเทศไทยและประชาชนเป็นหลัก โดยจะร่วมมือในเรื่องที่เป็นประโยชน์ เจรจาในเรื่องที่เป็นปัญหา และยืนยันหลักการของไทยในเรื่องที่มีความเห็นต่าง
“การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านถือเป็นเครื่องมือในการสร้างความมั่นคง ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนไทย ขณะเดียวกัน การเมืองที่มีความรับผิดชอบ ควรทำให้ประชาชนเห็นข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน การเห็นต่างสามารถเกิดขึ้นได้ แต่ควรทำให้สังคมได้เห็นทั้งปัญหา ประโยชน์ และโอกาสของประเทศ มิฉะนั้นก็จะพูดเพียงด้านเดียว ด้านที่เห็นต่าง จนมองข้ามด้านที่เป็นประโยชน์” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว








