วันที่ 6 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงการลงนามเอ็มโอยูด้านแรงงาน ว่าเป็นเอ็มโอยูที่เคยลงนามไว้เมื่อปี 2559 ซึ่งเราก็ใช้ฉบับเก่ามาโดยตลอด หลังเมียนมามีการเลือกตั้ง ได้มีกระบวนการเจรจา เพื่อทำเอ็มโอยูฉบับใหม่ระหว่างไทยกับเมียนมา ซึ่งข้อเท็จจริงมีการพูดคุยกันมาโดยตลอด เมียนมาก็เร่งประสานเพื่อดำเนินการทำความตกลง ประเทศไทย เพราะต้องดูแลแรงงานเมียนมาที่อยู่ในประเทศไทยตามหลักมนุษยชน ตามอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO ซึ่งรัฐบาลไทยดำเนินการรายละเอียดปลีกย่อยเท่านั้น เช่น ชื่อกระทรวงของเมียนมาที่มีการเปลี่ยนแปลง และส่วนสำคัญบางเรื่อง เช่น กรอบระยะเวลาเอ็มโอยูที่เพิ่มระยะเวลาเป็น 5 ปี ให้สามารถขึ้นทะเบียนแรงงานให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างครบถ้วน ให้ทุกคนมาเป็นรายงานที่ถูกต้อง และกรอบสัญญานอกภาคเกษตร บางครั้งอาจจะมีสัญญาที่สั้นกว่า เช่น 1 ปี ที่ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมไทย ซึ่งแรงงานที่อยู่นอกภาคการเกษตรสามารถทำสัญญาอยู่ได้ถึง 2 ปี ขั้นตอนหลังจากนี้จะมีการดำเนินการตามกฏหมาย และนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อให้เพื่อให้สามารถลงทะเบียน ให้ถูกต้องอีกรอบนึงสำหรับแรงงานที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน และแรงงานที่จะหมดอายุ โดยน่าจะนำเข้า ครม.ภายในเดือนสิงหาคมนี้
นายจุลพันธ์ กล่าวด้วยว่าแรงงานเมียนมาในประเทศไทย มีทั้งหมดประมาณ 4 ล้านคน ต้องยอมรับข้อเท็จจริง ว่าแรงงานเหล่านี้เป็นหนึ่งในกำลังหลัก ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงต้องดูแลเรื่องของสวัสดิภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกับกระทรวงแรงงานที่ดูแลคนไทย ซึ่งเป็นหลักการสากล และต้องการดึงแรงงานเหล่านี้เข้าสู้ระบบสวัสดิการ เช่น การให้แรงงานเมียนมาเข้าสู่ระบบประกันสังคม กรณีเจ็บป่วย ออกจากงาน และการรักษาพยาบาล ซึ่งเป็นไปตามหลักสากล
“วันนี้ต้องบอกว่ามีแรงงานบางกลุ่มที่ เช่นกลุ่มงานแม่บ้าน ไม่มีโอกาสเข้าสู่ระบบประกันสังคม แต่กระทรวงแรงงานได้ยกร่าง เพื่อเอาแรงงานกลุ่มอิสระ เข้าสู่ประกันสังคมอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่คุ้มครองดูแลต่ำกว่ามาตรา 40 เราต้องการให้ทุกคนสามารถเข้าสู่กระบวนการได้ รวมถึงแรงงานต่างด้าวด้วยเช่นกัน” นายจุลพันธ์กล่าว








