วันที่ 6 สิงหาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ รับหนังสือร้องเรียนจากนายแพทย์จักร์ ช่วยบำรุง ตัวแทนกลุ่มสหภาพแรงงานคลินิกบัตรทอง พร้อมด้วยตัวแทนผู้ประกอบการคลินิกนวัตกรรม เพื่อขอให้ตรวจสอบการบริหารงบประมาณและการดำเนินงานของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงยารักษาโรคของผู้ป่วยและการทุจริตในระบบ
นายแพทย์จักร์ ช่วยบำรุง ตัวแทนกลุ่มสหภาพแรงงานคลินิกบัตรทอง เปิดเผยว่า ทางกลุ่มขอให้ตรวจสอบประเด็นสำคัญ 2 เรื่องหลัก เรื่องแรกคือการจัดสรรงบประมาณที่ไร้ธรรมาภิบาล โดย สปสช. อนุมัติงบประมาณ 145 ล้านบาท สำหรับโครงการฮอร์โมนข้ามเพศซึ่งมองว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วน แต่กลับไปลดงบประมาณในส่วนของคลินิกบัตรทองนวัตกรรมสำหรับกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดัน และไขมัน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ป่วยสูงอายุที่จำเป็นต้องได้รับยาต่อเนื่อง ทำให้ผู้ป่วยบางรายไม่ได้รับยาและได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก
เรื่องที่สองคือการขอให้ตรวจสอบสิ่งที่สงสัยว่าเป็นการทุจริตในลักษณะ "ไซฟอนเงิน" (Siphon) ผ่านโครงการ Telemedicine ของหน่วยบริการชื่อ "Clicknic Health Clinic" (คิลิกนิก เฮลท์ คลินิก เวชกรรม) รหัส 42969 ซึ่งพบความผิดปกติของยอดเงินโอนสะพัด 2-8 ล้านบาทต่อสัปดาห์ โดยไม่มีการชะลอจ่ายเงินหรือการตรวจสอบ (Audit) จาก สปสช. แม้ยอดเงินจะสูงผิดปกติเมื่อเทียบกับแอปพลิเคชันอื่นหรือคลินิกบัตรทองทั่วไปที่ได้เพียงหลักหมื่นถึง 5 แสนบาทต่อสัปดาห์
นายแพทย์จักร์ยังได้เปิดวิดีโอแสดงพยานบุคคลที่เรียกว่า "พยานผีผลัก" เพื่อให้ข้อมูล โดยพยานรายแรกคือ นางสาว ก. ไก่ (นามสมมติ) อายุ 26 ปี อดีตลูกจ้างของบริษัทดังกล่าวที่ประจำในโรงเรียนที่จังหวัดมหาสารคาม ระบุว่าถูกบังคับให้ทำยอด Telemedicine ให้ได้วันละ 20 เคส โดยมีการดึงเด็กนักเรียนมัธยมที่ไม่ได้เจ็บป่วยจริงมาคีย์ข้อมูลเพื่อรับยาแต้มสิวหรือน้ำตาเทียมเพื่อเบิกงบประมาณ และพยานรายที่สองคือ นางสาว ห. หีบ (นามสมมติ) อายุ 25 ปี ยืนยันว่ามีการบังคับยอด 20 เคสขึ้นไปต่อวันเช่นกัน ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่โปร่งใสและตัดสิทธิ์ผู้ป่วยจริง
นอกจากนี้ สปสช. ยังถูกร้องเรียนเรื่องการผิดสัญญาจ้างและลดอัตราค่าตรวจจากเดิม 320 บาทต่อเคส เหลือเพียง 180 บาทต่อเคส ทั้งที่มีต้นทุนเฉลี่ย 340 บาทต่อเคส และมีการจำกัดโควต้าผู้ป่วยในคลินิกนวัตกรรมเหลือเพียง 5 เคสต่อสัปดาห์ในบางแห่ง ทำให้ผู้ป่วยสูงอายุที่เดินทางมารับยาต้องร้องไห้กลับบ้านเพราะไม่ได้ตรวจ
ทั้งนี้ หากไม่มีคำตอบที่ชัดเจนภายในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ ทางกลุ่มจะรวบรวมรายชื่อ 20,000-100,000 รายชื่อเพื่อถอดถอนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี, นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายแพทย์จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. พร้อมหยุดตรวจ (Strike) คลินิกบัตรทองทั่วกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน เป็นต้นไป
ทางด้านตัวแทนผู้บริหารจัดการคลินิกย่านอ่อนนุช ซึ่งเปิดให้บริการมากว่า 30 ปี ระบุว่าตั้งแต่เข้าร่วมโครงการคลินิกนวัตกรรมในปี 2566 พบปัญหาการบริหารงบประมาณของ สปสช. ที่ไม่มั่นคงและเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอด เดิมทีตกลงจ่ายค่าชดเชย 200 บาทต่อครั้ง ต่อมาเปลี่ยนเป็นค่าหมอ 50 บาทและค่ายา 150 บาท ก่อนจะปรับเป็น 320 บาท แต่อยู่ได้เพียง 2-3 เดือนก็ลดเหลือ 180 บาท และล่าสุดมีการจำกัดโควต้าผู้ป่วย ทั้งที่คลินิกนวัตกรรมช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาลได้จริง จึงอยากเรียกร้องให้ สปสช. บริหารงบประมาณให้เพียงพอที่ 320 บาทต่อครั้ง และให้ผู้ป่วยใช้สิทธิ์ได้ 2 ครั้งต่อเดือนเพื่อให้ชุมชนอยู่ได้
ขณะที่ นางสาวรักชนก ศรีนอก กล่าวภายหลังรับเรื่องว่า จะนำประเด็นปัญหาการบริหารจัดการงบประมาณของ สปสช. ทั้งเรื่องคลินิกนวัตกรรม และงบประมาณในการจัดอีเวนต์ต่าง ๆ เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมของคณะกรรมาธิการฯ ในวันที่ 20 สิงหาคม 2569 เวลาช่วงเช้า เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาแนวทางแก้ไขปัญหาตามข้อร้องเรียนต่อไป








