วันที่ 6 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา จะเดินทางมาเยือนประเทศไทย โดยให้ความเห็นต่อบริบททางการเมืองและการต่างประเทศในครั้งนี้อย่างเข้มข้น
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า แม้จะมีการอ้างว่าการพบกันครั้งนี้เพื่อร่วมมือแก้ไขปัญหาชายแดน โดยเฉพาะปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก แต่ตนมองว่าต้องแยกพิจารณาเป็นรายประเด็น ในความเป็นจริง ปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกกมีต้นตอหลักมาจากพื้นที่อิทธิพลของ "กองกำลังว้า" ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ฟังและไม่ได้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของรัฐบาลทหารเมียนมาอยู่แล้ว
"หน่วยงานที่มาให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการต่างรู้ดีว่า ทำไปก็เหมือนไลฟ์บอยคือทำไปก็เท่านั้น ไม่มีทางประสบความสำเร็จได้จริง เพราะรัฐบาลทหารเมียนมาไม่สามารถสั่งการกลุ่มว้าได้ สถานการณ์จริงทุกคนรู้อยู่แก่ใจ แต่กลับทำเป็นละครเพื่อไปคุยกับรัฐบาลทหารเมียนมา" นายรังสิมันต์ กล่าว
นายรังสิมันต์ เน้นย้ำว่า สิ่งที่ประเทศไทยต้องการอย่างเร่งด่วนคือมาตรการที่ชัดเจนว่า รัฐบาลไทยจะดำเนินการอย่างไรกับกองกำลังว้า ซึ่งสร้างปัญหากระทบประเทศไทยในหลายมิติ ทั้งแก๊งสแกมเมอร์ ยาเสพติด การค้ามนุษย์ ไปจนถึงปัญหาสารพิษล่าสุด พร้อมตั้งคำถามใหญ่ว่า รัฐบาลจะจัดการอย่างไรกับกลุ่มกองกำลังที่ไม่ต่างอะไรจาก "องค์กรก่อการร้าย" สิ่งที่ทำกันอยู่ตอนนี้จึงเป็นเพียงการแสดง และน่าห่วงว่าจะกลายเป็นการช่วยแสตมป์สร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลทหารเมียนมาในเวทีโลก
นอกจากนี้ นายรังสิมันต์ ยังได้หยิบยกประเด็น "ฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน" โดยเฉพาะข้อสำคัญเรื่องการหยุดยิง ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลทหารเมียนมาแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่ปฏิบัติตาม จึงขอตั้งคำถามไปยัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และรัฐบาลไทยว่าจะยอมปล่อยให้ฉันทามตินี้กลายเป็นสิ่งไร้ความหมายหรือไม่ หากทั้งสองประเด็นนี้ รัฐบาลทหารเมียนมาไม่สามารถดำเนินการหรือให้อะไรที่เป็นรูปธรรมแก่ประเทศไทยได้เลย คำถามสำคัญคือ นักการทูตและรัฐบาลไทยควรจะวางท่าทีอย่างไรต่อรัฐบาลทหารเมียนมาหลังจากนี้ การดำเนินนโยบายต้องยึดเอาผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก แต่สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ในปัจจุบัน ตนไม่มั่นใจว่าจะเกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยจริงหรือไม่








