วันที่ 3 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานเลขานุการสภากรุงเทพมหานคร ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางเข้ายื่นคำร้องต่อประธานสภากรุงเทพมหานคร คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงสภา กทม. และคณะกรรมการจรรยาบรรณสภากทม. เพื่อขอให้ดำเนินการสอบสวนเอาผิดสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ที่กระทำการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกันในการประชุมเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการกระทำที่เสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของตำแหน่ง และเข้าข่ายฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับว่าด้วยจรรยาบรรณของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2559
เหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการประชุมสภากรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.45 น. ณ ห้องประชุมสภา กทม. ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 เขตดินแดง ในวาระพิจารณาญัตติของนายวิพุธ ศรีวะอุไร ส.ก.เขตบางรัก เรื่องร่างข้อบังคับการประชุมสภากรุงเทพมหานครเพื่อแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ. .... โดยในระหว่างการลงมติในวาระดังกล่าวได้เกิดความผิดปกติขึ้น เมื่อปรากฏว่ามีสมาชิกอยู่ในห้องประชุมจำนวน 41 คน แต่คะแนนโหวตที่ปรากฏออกมากลับมีทั้งหมด 42 คะแนน
ความผิดปกติดังกล่าวทำให้ ส.ก. หลายคนลุกขึ้นประท้วงผลคะแนนเนื่องจากจำนวนเสียงโหวตไม่ตรงกับจำนวนสมาชิกที่แสดงตนในห้องประชุม จนกระทั่งเวลาผ่านไปกว่า 15 นาที นายภัทรศักดิ์ ใหม่พระเนตร ส.ก.เขตยานนาวา จากพรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นยอมรับต่อที่ประชุมว่าตนเองเป็นผู้กดบัตรลงคะแนนแทนเพื่อนสมาชิก โดยได้กดลงคะแนนพร้อมกัน 2 เครื่อง คือเครื่องของนายภัทรศักดิ์เอง และเครื่องของว่าที่ร้อยตรี ไซราม ประกายกิจ ส.ก.เขตสาทร ขณะที่ทางด้านว่าที่ร้อยตรี ไซราม ก็ยอมรับว่าตนเองไม่ได้เข้ามาโหวตในวาระดังกล่าวจริง ซึ่งกรณีการเสียบบัตรแทนกันนี้ถือว่าเป็นความผิดที่สำเร็จแล้ว
นายศรีสุวรรณ ระบุว่าที่ผ่านมาองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เคยนำเรื่องการเสียบบัตรแทนกันในสภาผู้แทนราษฎรไปร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จนมีการชี้มูลความผิดและศาลฎีกามีคำพิพากษาลงโทษพร้อมตัดสิทธิทางการเมืองมาแล้วหลายราย สำหรับในระดับการเมืองท้องถิ่น ส.ก. ก็มีบทบาทหน้าที่ไม่ต่างกัน คือต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายโดยเคร่งครัด คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม และต้องไม่กระทำการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง
ด้วยเหตุดังกล่าว องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงนำความมาร้องเพื่อให้มีการดำเนินการสอบข้อเท็จจริงตามข้อบังคับว่าด้วยจรรยาบรรณของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2559 ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน เพื่อพิจารณาถอดถอนตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ต่อไป ทั้งนี้นายศรีสุวรรณยังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า หากมีการช่วยเหลือหรือเกี้ยเซียะกันเกิดขึ้น ผู้ที่ทำหน้าที่สอบสวนอาจต้องถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เสียเอง








