ชงแก้ค่าไฟแฝง 1.7 หมื่นล้าน ลดภาระประชาชน 8 สตางค์ต่อหน่วย
วันที่ 22 ก.ค.69 ที่รัฐสภา นายพรเพิ่ม ทองศรี สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพลังงาน วุฒิสภา พร้อมด้วยคณะทำงานแถลงข่าวความคืบหน้าการศึกษาปัญหา "ค่าไฟแฝง" โดยนายพรเพิ่มระบุว่า ตามที่ได้เคยให้สัญญาไว้กับสื่อมวลชนว่าภายใน 1 เดือนจะมาให้คำตอบและชี้แจงรายละเอียดในเรื่องดังกล่าว ซึ่งทางคณะกรรมาธิการตระหนักถึงปัญหาเรื่องนี้จึงได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษา ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและผู้มีประสบการณ์ทำงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันศึกษาตรวจหาสาเหตุและหาแนวทางเสนอแนะต่อรัฐบาลและกระทรวงพลังงานในการแก้ไขปัญหาการคิดค่าไฟฟ้ากับประชาชนซ้ำซ้อน 2 ครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง
นายสัมพันธ์ ชัยวิเศษจินดา รองประธานกรรมาธิการฯ กล่าวชี้แจงรายละเอียดว่า แม้ฝ่ายนิติบัญญัติจะไม่มีอำนาจบริหารจัดการระบบกิจการพลังงานโดยตรง แต่มีภารกิจในการศึกษา ติดตาม และให้ข้อเสนอแนะ ซึ่งจากการระดมสมองและรวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วน ทั้ง 3 การไฟฟ้า สำนักงบประมาณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กระทรวงพลังงาน และสำนักนโยบายและแผนพลังงาน ได้ข้อสรุปในหลักการเบื้องต้นที่ต้องเสนอต่อรัฐบาลเพื่อความเป็นธรรมและความโปร่งใส คือ "ใครเป็นผู้ใช้ คนนั้นเป็นผู้จ่าย" โดยพบประเด็นสำคัญในเรื่องค่าไฟฟ้าสาธารณะของหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งปัจจุบันได้รับข้อยกเว้นตามกฎหมายหรือข้อตกลงในอดีต ทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าไฟต่อหน่วยโดยตรง แต่ภาระค่าไฟส่วนนี้จะถูกนำไปรวมอยู่ในโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่เก็บจากประชาชน
จากการคำนวณตัวเลขพบว่า วงเงินที่เกิดจากการใช้ไฟของหน่วยงานเหล่านี้อยู่ที่ประมาณ 19,000 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม หน่วยงานทั้ง 3 แห่งมีต้นทุนที่ต้องดูแล เช่น การปักเสาพาดสายในเขตพื้นที่ซึ่งคิดเป็นเงินประมาณ 2,000 กว่าล้านบาทต่อปี เมื่อนำมาหักลบกันแล้วจะเหลือเม็ดเงินประมาณ 17,000 ล้านบาท ซึ่งเงินก้อนนี้ควรนำกลับมาคำนวณในราคาค่าไฟฟ้าเพื่อลดราคาลง โดยจากการคำนวณเบื้องต้นจะสามารถลดค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 8 สตางค์ต่อหน่วย นอกจากนี้ยังจะเสนอมาตรการอนุรักษ์พลังงาน (DSM) ให้หน่วยงานเหล่านี้เปลี่ยนอุปกรณ์เป็นหลอด LED ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าและจะช่วยลดการใช้พลังงานได้ถึง 52% หากดำเนินการตามแผนประหยัดพลังงานเป็นระยะเวลา 5 ปี จะทำให้ภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้ลดลงเหลือเพียง 8,000 - 9,000 ล้านบาท ส่งผลให้หน่วยงานมีความระมัดระวังในการใช้ไฟฟ้ามากขึ้น
นอกจากนี้ คณะทำงานยังมีข้อเสนอเรื่องความโปร่งใสเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากเสาส่งไฟฟ้า เช่น การติดตั้งกล้อง CCTV หรือการวางสายเคเบิลซึ่งมีรายได้เกิดขึ้น โดยเสนอให้คืนรายได้กลับสู่ท้องถิ่นในเขตที่ตั้งนั้นๆ ในสัดส่วน 70:30 คือเจ้าของพื้นที่ดินรับไป 70% และท้องถิ่นได้ 30% รวมถึงการปรับปรุงนิยามและการกำหนดประเภทการจ่ายเงินใหม่ โดยเฉพาะข้อยกเว้นเรื่องค่าความต้องการพลังงานไฟฟ้าสูงสุด (Peak Demand) สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ใช้ไฟฟ้าในสนามกีฬาช่วงกลางคืน เพื่อไม่ให้ต้องรับภาระค่าไฟที่แพงเกินไปในช่วงเวลาดังกล่าว
สำหรับการขับเคลื่อนในทางปฏิบัตินั้น ทางคณะกรรมาธิการเสนอให้มีการจัดตั้งงบประมาณเพื่อรองรับ โดยในเงื่อนไขแรกอาจเสนอให้จัดเก็บในต้นปีงบประมาณ 2570 โดยใช้เงินเหลือจ่ายของแต่ละหน่วยงาน หากไม่เพียงพอให้ใช้วิธีเจรจากับการไฟฟ้าเพื่อคงยอดหนี้ไว้ก่อนแล้วค่อยตั้งงบประมาณในปีถัดไปเพื่อใช้คืน เพื่อไม่ให้กระทบต่อการใช้งบประมาณประจำปี โดยนายพรเพิ่มได้สรุปทิ้งท้ายว่า หลังจากนี้จะนำรายละเอียดที่ศึกษาได้ไปปรึกษาหารือกับกระทรวงพลังงานอีกครั้ง เพื่อผสานงานร่วมกับมาตรการของรัฐบาลให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ประชาชนจะได้ไม่ต้องรู้สึกว่าถูกโกงค่าไฟ และสามารถลดราคาค่าไฟฟ้าลงได้จริงประมาณ 7-8 สตางค์ต่อหน่วยเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างสูงสุด
#ค่าไฟ #ค่าไฟแพง #กมธพลังงาน #วุฒิสภา #ลดค่าไฟ #พลังงานไทย #ค่าไฟประชาชน #เศรษฐกิจไทย #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline








