"อนุกรรมาธิการฯยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง ดึงอดีตผู้ต้องขังชื่อดัง ‘เสก โลโซ-แอล โอรส-หรั่ง พระนคร’ ร่วมแถลงข่าว สะท้อนปัญหาจริงในเรือนจำ ชี้งานฝึกอาชีพเดิมไม่ตอบโจทย์โลกภายนอก เสนอดันหลักสูตรยุคใหม่ เช่น การทำ TikTok, ตัดต่อวิดีโอ, ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และงานสัก พร้อมจี้แก้ปัญหาสุขอนามัยและสิทธิขั้นพื้นฐานเพื่อคืนคนดีสู่สังคมอย่างยั่งยืน
วันที่ 21 ก.ค.2569 เวลา 10.15 น. ที่รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางการยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการฯ ได้ร่วมกันแถลงข่าวผลการประชุมครั้งที่ 5 การแถลงข่าวในครั้งนี้ ได้เชิญอดีตผู้ต้องขังที่เคยผ่านประสบการณ์จริงและสามารถกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสังคมได้สำเร็จ มาร่วมถ่ายทอดมุมมองและข้อเสนอแนะ ได้แก่ นายเสกสันต์ ศุขพิมาย (เสก โลโซ), นายสราวุธ ศรีกำเนิด (แอล โอรส), นายนพนันท์ ทองเหลือง (เอิญ วัดใหญ่), นายอัครินทร์ ปูรี (หรั่ง พระนคร) และ คุณเจมิกา ทองสุขดี ตัวแทนอดีตผู้ต้องขังหญิง
นางรัดเกล้า กล่าวว่า การทำงานของคณะอนุกรรมาธิการฯ มุ่งเน้นใน 4 ประเด็นสำคัญ 1.ความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน การดูแลผู้ต้องขังทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยไม่จำกัดเพศ วัย หรือประเภทคดี 2.การยกระดับคุณภาพชีวิต เร่งแก้ปัญหาความแออัดในเรือนจำ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ต้องขังสูงถึงประมาณ 300,000 คน ขณะที่เรือนจำทั่วประเทศรองรับได้เพียง 200,000 คน 3.การเข้าถึงการรักษาพยาบาล พัฒนาระบบการแพทย์ภายในทัณฑสถานให้มีมาตรฐาน และ 4.การคืนสู่สังคม: ลบตราบาปและสร้างโอกาสทางอาชีพ เพื่อป้องกันการกลับมากระทำผิดซ้ำ
นายเสก โลโซ กล่าวถึงประสบการณ์การใช้ความรู้ดนตรีเข้าไปช่วยสอนผู้ต้องขังในเรือนจำพิเศษมีนบุรีและเขาพริก พร้อมฝากข้อคิดการใช้ชีวิตในเรือนจำว่า "อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้" และวิงวอนให้สังคมตลอดจนสถานประกอบการต่างๆ เปิดใจมอบโอกาสรับอดีตผู้ต้องขังเข้าทำงาน
นายเอิญ วัดใหญ่ ได้เสนอให้เน้นการขัดเกลาจิตใจ ยึดหลักศีลธรรม และมองว่างานฝึกอาชีพเดิมๆ เช่น การพับถุง หรือเย็บแห ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพในปัจจุบัน ควรส่งเสริมอาชีพที่ใช้งานได้จริง รวมถึงติงเรื่องโภชนาการที่ตัดรสชาติเกินไป จนทำให้ผู้ต้องขังนำปรุงเพิ่มเองจนเสียสุขภาพ
นายแอล โอรส กล่าวว่า ปัญหาส่วนใหญ่ที่ทำให้นักโทษกลับมากระทำผิดซ้ำคือไม่มีอาชีพรอบรับ โดยเสนอให้ปรับหลักสูตรฝึกอาชีพให้ทันยุคสมัย เช่น การทำ TikTok, การตัดต่อวิดีโอสื่อออนไลน์ หรือการฝึกสักบนแผ่นหนังเทียม นอกจากนี้ยังขอให้ปรับปรุงระบบการรักษาพยาบาล ไม่ให้จ่ายเพียงยาพาราเซตามอลกับทุกอาการป่วย
นายหรั่ง พระนคร (นายอัครินทร์ ปูรี): ย้ำว่าการศึกษาและทักษะอาชีพยุคใหม่มีความสำคัญมาก โดยอยากให้ขยายโมเดลการเรียนรู้ที่ทันสมัยไปยังเรือนจำทั่วประเทศ
คุณเจมิกา ทองสุขดี (ตัวแทนผู้ต้องขังหญิง): สะท้อนปัญหาด้านสุขอนามัยสตรี โดยเฉพาะการจัดสรรผ้าอนามัยให้ผู้ต้องขังหญิงที่มีเพียง 4 แผ่นต่อเดือน ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการจริง จึงขอให้กรมราชทัณฑ์พิจารณาเพิ่มสวัสดิการในส่วนนี้
ด้าน พ.ต.อ.ทวี กล่าวสรุปว่า ปัจจุบันต้องเปลี่ยนมุมมองต่อกรมราชทัณฑ์ จากเดิมที่มองว่าเป็นเพียง "ปลายทาง" ของกระบวนการยุติธรรม ให้กลายเป็น "ต้นทาง" ในการพัฒนาและฟื้นฟูมนุษย์ เพราะในแต่ละปีมีผู้ต้องขังหมุนเวียนเข้าออกกว่า 200,000 คน หากมองว่าเรือนจำคือมหาวิทยาลัยชีวิต การพัฒนาคนกลุ่มนี้ให้มีคุณภาพจะช่วยสร้างกำลังสำคัญให้กับประเทศได้ พร้อมเสนอแนวทาง 3R ในการบริหารจัดการผู้ต้องขัง ได้แก่ Rehab (ฟื้นฟู) บำบัดรักษาทั้งร่างกายและจิตใจ Re-create (ทำใหม่) ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสร้างทักษะอาชีพใหม่ Re-birth (เริ่มต้นใหม่) มอบโอกาสให้พวกเขากลับคืนสู่สังคมอย่างมีศักดิ์ศรี การรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีประสบการณ์ตรงในครั้งนี้ คณะอนุกรรมาธิการฯ จะนำข้อมูลทั้งหมดไปรวบรวมเพื่อเสนอแนวทางแก้ไขกฎหมาย และปรับปรุงโครงสร้างกระบวนการยุติธรรมให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป








