"สกลธี" จี้ปิดสุญญากาศกัญชา แฉส่งออกเถื่อนพุ่ง 56 ตัน พบกำไรสูง 40 เท่าทำเสียชื่อฮับส่งออก
วันที่ 16 ก.ค.69 ที่รัฐสภา นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวถึงการขยายผลกรณีการลักลอบขนกัญชาล็อตใหญ่ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา โดยระบุว่ามีการจับกุมกัญชาล็อตใหญ่เกิดขึ้นทั้งในและนอกประเทศไทยซึ่งมีที่มาจากเมืองไทย เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การเสียชื่อเสียงของประเทศในฐานะฮับของกัญชาที่ส่งออกอย่างผิดกฎหมาย และส่งผลให้เกิดปัญหาตามมามากมายเนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายควบคุมกัญชาโดยตรงและชัดเจน เป็นนโยบายที่กลับไปกลับมาของรัฐบาล ซึ่งไม่อาจโทษผู้ประกอบการหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบได้โดยตรง เพราะขณะนี้มีเพียงประกาศของกระทรวงสาธารณสุขที่ใช้บังคับ ทำให้เกิดความลักลั่นในการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นายสกลธีเปิดเผยข้อมูลสถิติในช่วงปี 2569 ว่ามีการจับกุมคดีกัญชาไปแล้วกว่า 6,000 คดี มีปริมาณการส่งออกรวมประมาณ 56 ตัน หรือ 56,000 กิโลกรัม โดยการจับกุมครั้งใหญ่ที่สุดมีน้ำหนักของกลางถึง 21 ตัน ซึ่งมีรูปแบบการลักลอบทั้งการติดตัวไปกับผู้โดยสาร การโหลดใต้ท้องเครื่องบิน การขนส่งทางเรือผ่านตู้คอนเทนเนอร์ รวมถึงการส่งพัสดุไปรษณีย์ไปยังต่างประเทศ โดยปลายทางยอดนิยมอันดับหนึ่งคือประเทศอังกฤษ ซึ่งพบปริมาณสูงถึง 22 ตัน รองลงมาคือประเทศเนเธอร์แลนด์ประมาณ 5 ตัน ทั้งนี้สาเหตุจูงใจสำคัญเกิดจากมูลค่าที่ต่างกันมหาศาล โดยต้นทุนในประเทศอยู่ที่กิโลกรัมละ 10,000 บาท แต่เมื่อไปถึงอังกฤษจะมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 10,000 ปอนด์ ซึ่งห่างกันถึง 40 เท่า ทำให้เมื่อเทียบกับบทลงโทษที่น้อยในประเทศไทยแล้ว ผู้กระทำความผิดมองว่ามีความคุ้มค่าที่จะเสี่ยง
ในส่วนของมาตรการบังคับใช้กฎหมายปัจจุบัน นายสกลธีระบุว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมศุลกากรไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมีการเพิ่มอัตราค่าปรับเป็น 30,000 บาทต่อกิโลกรัมและยึดของกลางทั้งหมด แต่เมื่อเทียบกับกำไรที่จะได้รับในต่างประเทศถือว่าเทียบกันไม่ได้ นอกจากนี้สิ่งที่น่ากังวลจากการประชุม กมธ. คือเมื่อมีการจับกุมและปรับที่ของกลางแล้ว มักไม่มีการสืบสวนขยายผลต่อ เนื่องจากกัญชาไม่ได้ถูกกำหนดเป็นยาเสพติด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงไม่ได้ให้น้ำหนักกับการทำคดีต่อ ทำให้คดีใหญ่จบลงเพียงแค่การปรับหรือยึดของกลาง หากไม่มีเงินจ่ายค่าปรับจึงจะเป็นคดีขังหรือติดคุก โดยไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปตรวจสอบเชิงลึกว่าบุคคลหรือบริษัทนิติบุคคลที่ทำหน้าที่ชิปปิ้งเป็นใคร หรือมีใครเป็นกรรมการบ้าง ช่องโหว่นี้ทำให้ผู้กระทำผิดยังคงดำเนินการต่อได้แม้จะถูกจับหลายครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของคนไทยในสายตาต่างชาติอย่างมาก
สำหรับแนวทางการแก้ไขทางนิติบัญญัติ นายสกลธีกล่าวว่าขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขมีร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กัญชา ที่อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนนี้ และจะเข้าสู่การพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยคาดว่ากฎหมายจะมีผลบังคับใช้ในช่วงเดือนมกราคม 2570 อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้ยังถือเป็นช่วงสุญญากาศอีกประมาณ 6 เดือน ทาง กมธ.สาธารณสุข จึงได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับกัญชาเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยจะนำร่างของกระทรวงสาธารณสุขมาพิจารณาพร้อมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล เพื่อร่างกฎหมายขึ้นมาประกบกับร่างของกระทรวงสาธารณสุขต่อไป
นอกจากนี้ นายสกลธีได้ขอข้อมูลจากกรมศุลกากรเกี่ยวกับรายละเอียดการจับกุมล็อตใหญ่ในรอบปีที่ผ่านมา เพื่อตรวจสอบรายชื่อนิติบุคคลและบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยจะประสานงานกับ กมธ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สภาผู้แทนราษฎร เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินและหาความเชื่อมโยง เนื่องจากเชื่อว่าการส่งออกปริมาณมากระดับตันหรือหลายร้อยกิโลกรัมไม่ใช่นักลงทุนรายย่อยทั่วไป แต่อาจมีความเชื่อมโยงกับองค์กรยาเสพติดข้ามชาติหรือทุนต่างประเทศที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตในช่วงที่กฎหมายยังมีความหย่อนยาน
ประธาน กมธ.สาธารณสุข กล่าวย้ำว่าจะนำข้อมูลทั้งหมดไปประสานกับกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพราะถือเป็นเรื่องที่อันตรายมากจากการที่ไม่มีการขยายผลหาผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการทั้งหมด จนทำให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดที่มีกัญชาแพร่หลายและเป็นช่องโหว่ที่รัฐบาลยังไม่มีแนวทางอุดรูรั่วที่ชัดเจน ซึ่งทาง กมธ.สาธารณสุข จะดำเนินการติดตามเรื่องนี้เพื่อให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป








