มติศาลรัฐธรรมนูญ เสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 ชี้บทบัญญัติลักษณะต้องห้ามสิทธิสมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่น กรณีเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดและพ้นโทษยังไม่ถึง 5 ปี ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 ขณะที่คุณสมบัตินายก อบต. มติเอกฉันท์ไม่ขัดกฎหมาย
วันที่ 15 ก.ค.69 ศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมปรึกษาคดีพิจารณาที่ 34/2568 และเรื่องพิจารณาที่ 40/2568 ซึ่งศาลปกครองพิษณุโลกและศาลปกครองเชียงใหม่ ได้ส่งคำโต้แย้งของผู้ฟ้องคดีในคดีหมายเลขดำที่ 111/2568 และคดีหมายเลขดำที่ 189/2568 เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ว่า พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 50 (18) และ พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 58/1 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง หรือไม่
ผลการพิจารณาในประเด็นแรก ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 เสียง วินิจฉัยว่า พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 50 (18) ซึ่งบัญญัติเกี่ยวกับลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง กรณีต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่า กระทำความผิดตาม พ.ร.บ. นี้ไม่ว่าจะได้รับโทษหรือไม่ โดยได้พ้นโทษหรือต้องคำพิพากษามายังไม่ถึง 5 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง มีลักษณะขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง
โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 7 คน ประกอบด้วย นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายวิรุฬห์ แสงเทียน, นายจิรนิติ หะวานนท์, นายนภดล เทพพิทักษ์, นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์, นายอุดม รัฐอมฤต และนายสราวุธ ทรงศิวิไล ขณะที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย 2 คน คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ วินิจฉัยว่าบทบัญญัติดังกล่าวไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
ส่วนประเด็นที่สอง ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ วินิจฉัยว่า พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 58/1 ซึ่งกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) อาทิ ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง และสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า








