“กมธ.ทหาร” หนุนจัดหาเรือฟริเกต 4 ลำ ชูยกระดับอุตสาหกรรมต่อเรือไทย กองทัพเรือเปิด TOR เข้ม พร้อม Offset Policy ดันเศรษฐกิจประเทศ
“กมธ.ทหาร”หนุนจัดหาเรือฟริเกต 4 ลำ ชี้ไม่ใช่แค่ซื้ออาวุธ แต่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน อุตสาหกรรมต่อเรือ ขณะที่กองทัพเรือ เปิด TOR ย้ำขั้นตอนคัดเลือกแบบเรือฟริเกต และข้อเสนอ Offset policy เข้มข้น
คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร เปิดเวทีสัมมนา เรื่อง “ยุทธศาสตร์งบประมาณความมั่นคงกับการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเรือและการพึ่งพาตนเองของประเทศ” ที่อาคารราชนาวิกสภา โดยมีผู้แทนกองทัพเรือ เครือข่ายผู้ประกอบการอู่ต่อเรือร่วมสัมมนา
โดยนายฉัตร สุภัทรวณิชย์ รองประธานคณะกรรมาธิการ ระบุว่า โครงการจัดหาเรือฟริเกตของกองทัพเรือเป็นประเด็นที่สังคมสนใจ เพราะมีความเกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณด้านความมั่นคง โดยการสัมมนาครั้งนี้ เพื่อเป็นเวทีกลางแลกเปลี่ยนความคิดเห็นบนพื้นฐานข้อมูล-ข้อเท็จจริงตามหลักวิชาการ
ขณะที่ พล.ร.ต.ศราวุธ ชิยางคบุตร ผอ.สำนักนโยบายและแผน กรมส่งกำลังบำรุงทหารเรือ ระบุว่า กองทัพเรือมีบทบาท เกี่ยวกับเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ใน 3 มิติ คือเป็นผู้จัดหา ใช้งาน และซ่อมบำรุง ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
สำหรับโครงการจัดหาเรือฟริเกต กำหนดขอบเขตการจัดซื้อ หรือ TOR ที่เข้มข้น รัดกุม และครอบคลุมถึงข้อเสนอการชดเชยทางเศรษฐกิจ หรือ offset policy
โดยมีแนวคิดว่า โครงการเรือฟริเกตไม่ใช่แค่จัดหาอาวุธ แต่เป็นการลงทุนเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจของประเทศ และพึ่งพาตนเอง ซึ่งระบุไว้ใน TOR ว่า บริษัทที่ยื่นแข่งขันต้องมีข้อเสนอ offset policy 5 ด้าน คือ 1 .ลงทุนในไทย 2. วิจัยพัฒนาถ่ายทอดเทคโนโลยี 3 .ฝึกอบรมพัฒนาทักษะบุคลากรไทย 4 .ร่วมผลิตกับไทย และ 5 การให้ความช่วยเหลืออื่นๆ โดยกำหนดมูลค่ากิจกรรมชดเชย หรือ offset policy ที่จ่ายจริงต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 หรือ 250 ล้านบาท จากมูลค่าโครงการเรือฟริเกต 1.7 หมื่นล้านบาท และยังมีการคำนวณมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ถ่ายได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งความพิเศษของโครงการนี้คือการใช้ระบบประเมินคะแนนตามเกณฑ์มาตรฐานสากลที่ บริษัทผลิตจากทุกประเทศต้องยอมรับ ซึ่งอาจถือเป็นโครงการต้นแบบการจัดหาโครงการขนาดใหญ่อื่นๆได้
ทั้งนี้เชื่อว่า สุดท้ายแล้วโครงการนี้จะวิน-วินทุกฝ่าย แต่ประเด็นสำคัญคือกองทัพเรือจะได้เรือฟริเกตครบ 4ลำ ตามยุทธศาสตร์ที่ระบุไว้ในสมุดปกขาวหรือไม่
พร้อมย้ำว่า กองทัพเรือมีความมุ่งมั่นเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และ Office policy ที่ได้รับจะช่วยพัฒนาบุคลากรของไทย และนำไปสู่การพึ่งพาตนเองในอนาคต
ขณะที่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร สนับสนุนแนวคิดการจัดหาเรือฟริเกตของกองทัพเรือ ที่เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมต่อเรือในไทย เพราะมองว่า ไม่ใช่แค่นำเงินไปซื้อเรือรบ แต่เป็นการเหนี่ยวนำให้เกิดการลงทุน และทำให้หลายฝ่ายออกมาปกป้องโครงการนี้เพราะประเด็นสำคัญคือการสนับสนุนการต่อเรือในประเทศ เกิดการจ้างงานหมุนเวียนในห่วงโซ่อุปทาน ถือว่าเป็นโอกาสพลิกฟื้นประเทศ และสนับสนุนให้คราวเดียวกัน 4 ลำ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด
ซึ่งสอดคล้องกับ นายภัทรวิน จงวิศาล เลขาธิการสมาคมต่อเรือและซ่อมเรือไทย ในฐานะตัวแทนผู้ประการ ที่ยืนยันว่า มาตรฐานการต่อเรือของเอกชนในไทยมีความพร้อม 100% ภายใต้ความร่วมมือของสมาคมอู่ต่อเรือรวม 8 อู่ ที่พร้อมใช้ขีดความสามารถต่อเรือฟริเกตในไทย และ อาจจะใช้ศักยภาพอู่เรือมหิดลฯ กองทัพเรือ เป็นฐานการผลิตร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อน เศรษฐกิจ ลดการนำเข้าและ ส่งเสริมการส่งออก
โดยกองทัพเรือต้องการจัดหาเรือฟริเกต 4 ลำ ในกรอบเวลา 14 ปี ซึ่งหากโครงการเกิดขึ้นได้ตามแผน จะทำให้เกิด ประโยชน์ในการพัฒนาต่อยอดทางเทคโนโลยี ถือเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นโอกาสให้เอกชนไทยขยายการผลิตออกสู่ตลาดโลก
ส่วนความคืบหน้าโครงการจัดหาเรือฟริเกตของกองทัพเรือ ลำที่ 1 มูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท อยู่ระหว่างขั้นตอนการสรุปเลือกบริษัทผู้ผลิตตามที่มีหลายบริษัทยื่นข้อเสนอเข้ามาเช่น บริษัทจาก เกาหลีใต้ ตุรกี และสเปน
ส่วนโครงการจัดหาเรือฟริเกตลำที่ 2 ยังชะลอออกไปและคาดว่าจะเสนอเข้ามาใหม่ในปีงบประมาณ 2571 สวนลำที่ 3 และลำ 4 อยู่ในแผนการจัดหาในอนาคต
#เรือฟริเกต #กองทัพเรือ #กมธทหาร #กองทัพเรือไทย #เรือรบ #ความมั่นคง #OffsetPolicy #TOR #อุตสาหกรรมต่อเรือ #ต่อเรือไทย #เศรษฐกิจไทย #เทคโนโลยีไทย #วิจัยและพัฒนา #พึ่งพาตนเอง #งบประมาณความมั่นคง #ข่าวการเมือง #ข่าวกองทัพ #ข่าววันนี้ #Thailand #ThaiNavy #Defense #อุตสาหกรรมไทย








