วันที่ 10 ก.ค.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ระบุว่า...
การเมืองเรื่อง “ยักษ์ในตะเกียง” ในกลยุทธ์ “มีคือไม่มี” จากสามก๊ก และชั้นเชิงที่ชวนคิด ศึกตีมึน “อนุทิน - เท้ง”ถอดรหัสเล่าปี่ตบตา... รู้คือไม่รู้
วันนี้เห็นข่าวในหน้าสื่อ ที่ท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ตอบคำถามนักข่าวแบบยิ้มๆ ถามกลับว่า “ใครนะ ใครคือณัฐพงษ์... เขาเป็นใครนะ” เมื่อถูกถามถึงข้อเรียกร้องของ “คุณเท้ง” ผู้นำฝ่ายค้านคนใหม่ แล้วทางคุณเท้งก็ตอบกลับว่า “ที่จำไม่ได้เพราะท่านนายกฯ ไม่ค่อยมาสภา ให้มาตอบกระทู้บ่อยๆ จะได้จำได้”
พฤติกรรมที่ปรากฏและบทสนทนาโต้ตอบกันไปมาในลักษณะนี้ ในมุมมองของคนที่อยู่กับเวทีการเมืองมานาน ทำงานใกล้ชิดกับผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมา ผมมองว่านี่เป็นภาพสะท้อน “ชั้นเชิงและเกมการเมือง” ที่ถอดแบบมาจากตำราพิชัยสงครามโบราณ โดยเฉพาะกลยุทธ์ใน "สามก๊ก" ที่ว่าด้วยเรื่อง “มีคือไม่มี รู้คือไม่รู้” (เท็จคือจริง จริงคือเท็จ)
แต่ถ้าถามถึงสาระสำคัญของเรื่องนี้จริงๆ มันอยู่ตรงนี้เลยครับ การที่นายกฯ อนุทิน จะจำคุณเท้งไม่ได้นั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยในความเป็นจริง เพราะในหน้าประวัติศาสตร์การเมือง คุณเท้งและพวกพ้องก็คือคนที่มีส่วนสำคัญในการโหวตหนุนให้คุณอนุทินก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก เปรียบเสมือนเป็นคน “ปลุกยักษ์ตนนี้ออกมาจากตะเกียงวิเศษ” เองกับมือ
พอถ้าเอาไปถอดรหัสสามก๊ก จะมองให้เห็น กรณีที่เล่าปี่ทำตะเกียบร่วงตบตาโจโฉ
หากใครเคยอ่านสามก๊ก ย่อมจำฉากคลาสสิกตอนที่ "โจโฉชวนเล่าปี่ดื่มสุราวิจารณ์ฮีโร่" ได้ดี ตอนนั้นโจโฉพูดหยั่งเชิงว่า “วีรบุรุษใต้หล้าในวันนี้ มีเพียงท่านและข้าเท่านั้น” เล่าปี่ตกใจมากเพราะกลัวโจโฉจะอ่านความทะเยอทะยานของตนออกและจะถูกกำจัด ทันใดนั้นเกิดฟ้าร้องขึ้นมาพอดี เล่าปี่จึงแกล้งทำตะเกียบร่วงหล่นพื้น แล้วตบตาว่าตนเองกลัวเสียงฟ้าร้องจนตัวสั่น การแสดงบทบาทว่า "อ่อนแอและไร้เดียงสา" ในวันนั้น ทำให้โจโฉตายใจและเลิกหวาดระแวงเล่าปี่ไปชั่วขณะ
เช่นเดียวกับการที่นายกฯ อนุทิน ถามกลับว่าคุณเท้งเป็นใคร... ในทางรัฐศาสตร์และจิตวิทยา นี่คือการใช้กลยุทธ์ "รู้คือไม่รู้" เพื่อปิดซ่อนตัวตน ปิดบังความจริงในอดีต และด้อยราคาข้อเรียกร้องของคู่แข่ง และเมื่อผู้สื่อข่าวเฉลยสถานะว่าคือ "ผู้นำฝ่ายค้าน" มันจึงกลายเป็นการย้อนคำถามกลับไปให้สังคมคิดตามทันที ว่าโดยหน้าที่ของฝ่ายค้าน ย่อมต้องจ้องล้มหรือเปลี่ยนผ่านรัฐบาลอยู่แล้ว ชั้นเชิงนี้จึงเป็นการเปลี่ยนสปอตไลท์จากการตอบเนื้อหาข้อเรียกร้อง ไปสู่การตั้งคำถามกับบทบาทหน้าที่ของตัวผู้พูดแทน
พอไปมองในมุมของผู้นำฝ่ายค้าน การเลี่ยงบาลีเพื่อไม่อยากรักษาภาพจำ
ขณะเดียวกัน การตอบโต้ของคุณเท้งที่มุ่งเน้นไปที่เรื่อง "การไม่ค่อยมาตอบกระทู้ในสภา" ก็เป็นการพยายามแก้เกมด้วยการเปลี่ยนประเด็น กลับมาสู่จุดแข็งของตนเอง แต่อีกมุมหนึ่ง มันก็สะท้อนกลยุทธ์ "รู้คือไม่รู้ แต่แกล้งพูดเรื่องอื่น" เพื่อหลีกเลี่ยงการพูดถึงความสัมพันธ์หรือข้อตกลงในอดีตที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และฐานเสียงของตนเอง
"ความตั้งใจแรกของคุณเท้งที่ยอมโหวตให้เพราะคิดว่าสัญญากันได้ แต่สุดท้ายโดนยื้อเงื่อนไขและยุบสภาหนี จนต้องเงียบเพราะกลัวเรตติ้งตก"
หากเปรียบการเมืองเป็นความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง ในอดีตอาจจะเคยมีช่วงเวลาที่ลงรอย ร่วมหอลงโรง หรือมีพันธะสัญญาต่อกันในวันนั้น แต่เมื่อวันหนึ่งสถานการณ์เปลี่ยนไป ฝ่ายหนึ่งเดินแยกทางไปมีชีวิตใหม่ มีรังใหม่เรียบร้อยแล้ว การที่อีกฝ่ายจะกลับมาทวงถามเรื่องราวเก่าๆ หน้าสื่อ ย่อมไม่มีประโยชน์ ต่างฝ่ายจึงเลือกที่จะ "แสดงละคร" ตีมึนใส่กัน เพื่อไม่ให้แผลเก่าในอดีตกลับมาทำร้ายตัวเองในปัจจุบัน
อุปมาอุปไมยทางการเมือง: ยักษ์ที่หลุดจากตะเกียง
กฎเกณฑ์ในโลกการเมืองจริงนั้น ต่างจากนิทานเรื่อง อะลาดิน ที่ยักษ์จะต้องกลับเข้าตะเกียงเมื่อทำภารกิจครบ 3 ข้อ เพราะเมื่อขั้วอำนาจเปลี่ยนผ่าน มีการยุบสภาล้างไพ่ และมีการจัดสูตรตั้งรัฐบาลใหม่ ดุลอำนาจย่อมเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ปัจจุบัน
คุณเท้ง เปรียบเสมือนเป็นคน “ปลุกยักษ์ตนนี้ออกมาจากตะเกียงวิเศษ” เองกับมือ
ดังนั้นตรงนี้แหละครับที่ผมเลยคิดว่า... ในวันนั้นคุณเท้งและพวกพ้องยอมโหวตหนุนให้คุณอนุทิน เพราะคิดคำนวณในใจว่าเสียงของฝั่งตนเองมีมากกว่า และคุณอนุทินจะยอมเดินตามเงื่อนไขสัญญาที่ตกลงกันไว้ แต่พอเอาเข้าจริงในโลกการเมือง ยักษ์ใหญ่อย่างคุณอนุทินกลับเลือกที่จะไม่เดินตามเงื่อนไขข้อตกลงนั้น แถมยังใช้เกมกฎหมายลากยาวไปจนถึงการยุบสภาล้างไพ่เพื่อตัดวงจร
เมื่อเกมพลิกผันไปไกลขนาดนี้ วันนี้คุณเท้งจึงเลี่ยงที่จะย้อนกลับไปพูดถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น เพราะรู้ดีอยู่เต็มอกว่าถ้าขุดเรื่องนี้ขึ้นมา สังคมและผู้สนับสนุนจะหวนคิดขึ้นมาได้ทันทีว่า อ้าว แท้จริงแล้วตัวเองนั่นแหละที่เป็นคนโหวตอุ้มให้คุณอนุทินขึ้นมามีอำนาจตั้งแต่แรก การเลือกที่จะเงียบและเบี่ยงประเด็นเรื่องจำหน้าได้ไม่ได้ นั้นจึงเป็นทางออกเดียวเพื่อเซฟไม่ให้คะแนนนิยมและเรตติ้งของตัวเองต้องตกต่ำลงไปกว่าเดิม จากสิ่งที่เรียกว่า เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่หลวงเลยในอดีต
ดังนั้นเราจะเห็นได้จากประเด็นเรื่อง “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” หรือ “การออกกฎหมายนิรโทษกรรม” ที่แนวคิดของแต่ละฝ่ายเคยมีความพยายามจะขับเคลื่อนร่วมกัน ทว่าในปัจจุบัน พฤติกรรมที่ปรากฏชัดคือ ฝั่งพรรคร่วมรัฐบาลและภูมิใจไทยมีจุดยืนที่แน่วแน่ว่าจะไม่มีการแตะต้องมาตรา 112 โดยเด็ดขาด สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ข้อตกลงที่แต่ละฝ่ายเคยคาดหวัง ย่อมต้องสะดุดลงเมื่อเจอกำแพงของเงื่อนไขทางการเมืองในปัจจุบัน และเมื่อ "ยักษ์" ตนนั้นได้ปรับเปลี่ยนฐานที่มั่นและมีกลไกอำนาจใหม่รองรับเรียบร้อยแล้ว การจะใช้เพียงกระแสกดดันหน้าสื่อเพื่อหวังให้กระบวนการเดินกลับไปสู่จุดเดิม ย่อมเป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ
การเมืองระดับมหภาคแบบนี้จึงไม่ใช่เรื่องของความจำระยะสั้น หรือความไร้เดียงสาทางการเมือง หากแต่เป็นเรื่องของพฤติกรรม พลวัต และการเลือกใช้คัมภีร์กลยุทธ์เพื่อชิงความได้เปรียบในแต่ละสถานการณ์
สุดท้ายแล้ว ใครจะได้ประโยชน์สูงสุดจากชั้นเชิง “จำไม่ได้” และ “ให้มาสภาบ่อยๆ” ในครั้งนี้... ประชาชนและผู้อ่านทุกท่านคงจะสามารถตีความและมีคำตอบในใจกันได้ไม่ยากครับ








