"ไอติม-พริษฐ์" แคลงใจเหตุงดประชุมรัฐสภา 7-8 กรกฎาคมนี้ ชี้ข้ออ้างรอร่างรัฐธรรมนูญภาคประชาชนฟังไม่ขึ้น เหตุมีวาระอื่นค้างเพียบ ตั้งปมสังเกตประธานฯ จงใจดึงเวลาเพราะกลัววาระแก้มาตรา 236 ริบอำนาจปัดตกคำร้องสอบ ป.ป.ช. พร้อมใช้เวทีสื่อทวงถามตรง ๆ ดองคำร้องสอบ ป.ป.ช. ปมยกฟ้องคดีซุกหุ้นศักดิ์สยามทำไม ย้ำเหลือเวลาอีก 1 สัปดาห์ก่อนปิดสมัยประชุม ต้องมีความชัดเจน
วันที่ 7 ก.ค. 2569 เวลา 08.55 น. ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ไม่มีการนัดประชุมร่วมกันของรัฐสภาในสัปดาห์นี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าจะมีการพิจารณาวาระสำคัญว่า เดิมทีประธานรัฐสภาเคยมีการนัดหมายอย่างไม่เป็นทางการ ว่าจะนัดประชุมร่วมรัฐสภาในวันที่ 7-8 กรกฎาคม เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 156/1 เกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่เมื่อวิป 3 ฝ่าย (สว. วิปฝ่ายค้าน และวิปรัฐบาล) เห็นพ้องว่าจะรอให้ร่างของภาคประชาชนเข้าสู่สภาเพื่อพิจารณาไปพร้อมกัน สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นคือ ประธานรัฐสภาต้องนัดประชุมวิป 3 ฝ่ายเพื่อหาวาระอื่นที่ยังค้างคาอยู่ขึ้นมาพิจารณาแทน เพราะมีอีกหลายเรื่องที่ค้างอยู่ในระเบียบวาระ แต่ประธานกลับนิ่งเฉยจนเวลาล่วงเลยไป
ประธานวิปฝ่ายค้าน ได้ตั้งข้อสังเกตถึงท่าทีของประธานรัฐสภาว่า "ผมตั้งข้อสังเกตว่าเป็นไปได้หรือเปล่า ที่ประธานรัฐสภาไม่มีความกระตือรือร้นในการนัดวิปทุกฝ่ายมาหารือ เป็นเพราะวาระหนึ่งที่ค้างอยู่คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ในมาตรา 236 ซึ่งเสนอโดยพรรคประชาชนตั้งแต่เปิดสมัยประชุมเมื่อหลายเดือนก่อน โดยมีสาระสำคัญคือการ 'ตัดดุลพินิจหรืออำนาจของประธานรัฐสภา' ที่สามารถปัดตกคำร้องของสมาชิกรัฐสภาหรือภาคประชาชนที่ร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของ ป.ป.ช. ได้"
นายพริษฐ์ กล่าวว่า มาตรา 236 ในปัจจุบันอาจเปิดช่องให้รัฐบาลกับ ป.ป.ช. "ฮั้ว" กันได้ หาก ป.ป.ช. ไม่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่ แล้ววันหนึ่งสมาชิกรัฐสภาหรือประชาชนยื่นคำร้อง รัฐบาลก็อาจอาศัยมือของประธานรัฐสภาซึ่งมาจากพรรคเดียวกันในการสั่งปัดตกคำร้อง จึงเป็นเหตุให้สงสัยว่านี่คือสาเหตุที่ทำให้ไม่อยากเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาเรื่องนี้หรือไม่
เมื่อถามว่าถึงความคืบหน้าคำร้องที่พรรคร่วมฝ่ายค้าน และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ส่วนหนึ่ง ร่วมกันยื่นตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของ ป.ป.ช.กับประธานสภาฯในกรณีที่มีการยกคำร้องคดีซุกหุ้นของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบว่า เรายื่นไปหลายสัปดาห์แล้ว และเข้าใจว่าขั้นตอนการตรวจรายชื่อเสร็จสมบูรณ์แล้ว ตอนนี้เหลือเพียงการตัดสินใจของประธานรัฐสภาว่าจะส่งต่อไปยังศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะไต่สวนอิสระ หรือว่าจะใช้อำนาจปัดตกคำร้องดังกล่าว
นายพริษฐ์ กล่าวว่า แม้ข้อบังคับจะไม่ได้กำหนดกรอบเวลาชัดเจน แต่จากการเทียบเคียงกรณีที่ สว. ยื่นคำร้องตรวจสอบ ป.ป.ช. เมื่อต้นปี 2569 ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันยื่นคำร้องจนถึงวันที่ศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนใช้เวลาเพียง 6 สัปดาห์ ดังนั้น ประธานรัฐสภาคนปัจจุบันก็ไม่ควรใช้เวลานานกว่านั้น ซึ่งตอนนี้ถือว่าใกล้ครบกำหนด 6 สัปดาห์แล้ว จึงขอเรียกร้องความชัดเจนว่าจะตัดสินใจอย่างไร พร้อมย้ำว่าตามรัฐธรรมนูญ หากมีเพียง "เหตุอันควรสงสัย" ว่า ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ประธานฯ ก็ต้องส่งเรื่องให้ประธานศาลฎีกาขยับต่อทันที ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยชี้ขาดเอง
เมื่อถามว่า การที่เรื่องนี้ลากยาวจนใกล้ปิดสมัยประชุมสภาฯ ถือว่าล่าช้าเกินไปหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนเคยแสดงจุดยืนตั้งแต่วันยื่นคำร้องแล้วว่า ประธานรัฐสภาควรตัดสินใจเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้นภายในสมัยประชุมนี้
"แม้ว่าหากพ้นสมัยประชุมไปแล้วจะไม่ได้ตัดสิทธิ์การตัดสินใจ แต่ผมคิดว่าเรื่องสำคัญขนาดนี้ควรจบลงภายในสมัยประชุมนี้ ซึ่งตอนนี้เหลือเวลาอีกเพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น จึงต้องฝากคำถามผ่านพี่น้องสื่อมวลชนไปยังท่านประธานสภาให้เร่งรัดเร่งชี้แจงความชัดเจนต่อสังคมด้วย" นายพริษฐ์ กล่าว








