สว. เบรกแรง! ท้วงรัฐบาลหั่นงบลงทุนหมื่นล้านเติม "งบกลาง" หวั่นทุบเศรษฐกิจ-เตือนระวัง "เสียค่าโง่ซ้ำซ้อน"
วุฒิสภาเปิดฉากซักฟอกร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 วงเงิน 1.03 หมื่นล้านบาท ด้าน กมธ.ติดตามงบประมาณฯ แฉข้อมูลเด็ด หน่วยงานราชการสวมวิญญาณนักวิ่ง ‘เร่งก่อหนี้ผูกพัน-เบิกจ่าย’ ผิดปกติใน 5 วัน หวั่นกระทบคุณภาพงานและไม่คุ้มค่าเงินภาษี จี้รัฐบาลบริหารงบกลางโปร่งใส ย้ำต้องมีตัวชี้วัดชัดเจน
วันที่ 6 พ.ค.2569 ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงิน 1.03 หมื่นล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบแล้ว โดยวุฒิสภามีกรอบเวลาในการพิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบภายใน 20 วัน นับแต่วันที่ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวส่งมาถึง
นายศุภโชค ศาลากิจ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา ได้นำเสนอรายงานการศึกษาล่วงหน้าต่อที่ประชุมว่า รายการงบประมาณที่โอนมายังงบกลางเพื่อสำรองจ่ายในกรณีฉุกเฉินและจำเป็นในครั้งนี้ แบ่งเป็น รายจ่ายประจำ: 683 ล้านบา รายจ่ายลงทุน: 9,645 ล้านบาท
นายศุภโชค ระบุว่า แม้ทาง กมธ. จะเข้าใจถึงเหตุผลและความจำเป็นในการโอนงบประมาณ แต่ก็มีข้อห่วงใยอย่างยิ่ง เนื่องจากการดึงงบลงทุนไปใช้จะส่งผลให้เม็ดเงินที่จะนำไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานลดลงจากแผนเดิม ซึ่งอาจกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้น กมธ. จึงเสนอให้รัฐบาลจัดสรรเงินชดเชยคืนให้กับโครงการเหล่านี้ในปีงบประมาณถัดไป รวมถึงวางแผนการใช้จ่ายอย่างรัดกุมภายใต้กฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ ทาง กมธ. ยังพบประเด็นสำคัญเกี่ยวกับปัญหาการเร่งใช้เงินเพื่อป้องกันไม่ให้หน่วยงานถูกตัดงบประมาณ โดยรัฐบาลได้ประกาศคืนเงินดังกล่าวช่วงก่อนเดือนเมษายน แต่กลับกำหนดวันตัดยอดข้อมูลจริงในวันที่ 2 มิถุนายน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบผลการดำเนินงานพบว่า อัตราการใช้จ่ายเงินของหน่วยงานราชการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากร้อยละ 61.68 ในสิ้นเดือนมีนาคม พุ่งเป็นร้อยละ 77.79 ในวันที่ 5 มิถุนายน หรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 16.11
"ข้อสังเกตที่น่าคิดคือ ในช่วงวันที่ 31 พฤษภาคม ถึง 5 มิถุนายน ซึ่งมีเวลาเพียง 5 วัน แต่มียอดใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 3.15 ทั้งที่โดยปกติแล้ว ค่าเฉลี่ยการเบิกจ่ายต่อเดือนจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 6 ถึง 7 เท่านั้น" นายศุภโชค กล่าว และว่าพฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า หน่วยงานราชการต่างเร่งก่อหนี้ผูกพันและเร่งเบิกจ่ายเพื่อไม่ให้เงินถูกดึงกลับ แม้ในทางปฏิบัติจะทำถูกต้องตามระเบียบ แต่การดำเนินโครงการภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลาเช่นนี้ เสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพของงาน ความพร้อมของผู้รับจ้าง และความคุ้มค่าของเงินลงทุน
ประธาน กมธ. ติดตามการบริหารงบประมาณฯ ยังได้เน้นย้ำถึงเรื่องความโปร่งใสในการใช้งบกลาง เนื่องจากอำนาจการอนุมัติขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฝ่ายบริหารโดยตรง แม้ข้อดีคือจะช่วยให้แก้ปัญหาวิกฤตได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็มีความเสี่ยงสูงในเรื่องความถูกต้องและตรวจสอบได้ยาก ทาง กมธ. จึงขอเรียกร้องให้ทุกโครงการที่ขอรับเงินงบประมาณก้อนนี้ ต้องระบุตัวเลข ผลชี้วัด และผลลัพธ์ที่ชัดเจน เพื่อให้รัฐสภาและประชาชนสามารถติดตามตรวจสอบได้ พร้อมทั้งเสนอให้ยกระดับการจัดทำงบประมาณของประเทศอย่างเป็นระบบ ให้สอดคล้องกับฐานะทางการเงินและแก้ปัญหาของประชาชนได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย โดยนายศุภโชคระบุทิ้งท้ายว่า "ไม่อยากได้ยินว่ารัฐต้องเสียค่าโง่ซ้ำซ้อนอีก"
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในช่วงการอภิปรายของ สว. ก่อนที่จะมีมติผ่านวาระแรก สมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่ได้แสดงความกังวลในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะผลกระทบต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการลดงบลงทุน รวมถึงความไม่โปร่งใสที่อาจนำไปสู่งบประมาณบานปลาย โดยเฉพาะงบประมาณที่นำไปใช้แก้ไขปัญหาภัยพิบัติที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ








