กมธ.ความมั่นคงฯ สรุปผลดูงานจันทบุรี เร่งแก้ถนนยุทธศาสตร์-รั้วชายแดน-จัดการน้ำ
วันที่ 2 ก.ค.69 ที่รัฐสภา นายมณเฑียร สงฆ์ประชา สส.ชัยนาท พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการ ร่วมกันแถลงข่าวสรุปผลการเดินทางไปศึกษาดูงานเมื่อวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา ณ จังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตาก เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาตามแนวชายแดน
โดยนายมณเฑียรเปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่อำเภอโป่งน้ำร้อนและอำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ได้ติดตามความคืบหน้าการสร้างรั้วชายแดนบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 52-54 ระยะทาง 3 กิโลเมตร 300 เมตร และจากหลักกิโลเมตรที่ 54 ต่อไปอีกประมาณ 7 กิโลเมตร 600 ถึง 700 เมตร ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่จริง ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวการเว้นช่องว่างระหว่างหลักเขตแดนไว้นั้น ได้รับคำชี้แจงว่าเป็นการเว้นไว้เพื่อให้คณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (TBC) ของทั้งสองประเทศตรวจสอบร่วมกันตามข้อตกลง เมื่อตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้วจะดำเนินการปิดถาวรทันที
นอกจากนี้ยังพบปัญหาความเดือดร้อนเรื่องเส้นทางคมนาคมบริเวณพื้นที่ทับซ้อนรูปตัว ก และตัว U ซึ่งในอดีตฝ่ายกัมพูชาเคยรุกล้ำเข้ามาในฝั่งไทยพื้นที่ตัว ก 3 ไร่เศษ และพื้นที่ตัว U อีกกว่า 7 ไร่ แต่ปัจจุบันไทยสามารถทวงคืนพื้นที่กลับมาได้แล้ว โดยฝ่ายปกครอง ทหาร และประชาชนได้ร่วมกันบริจาคและลงแรงสร้างถนนเชื่อมต่อตั้งแต่จุดตัว ก ไปถึงตัว U ระยะทางรวม 16 กิโลเมตร แต่ปัจจุบันถนนเส้นนี้ยังขาดหน่วยงานรับผิดชอบหลักในการจัดหางบประมาณมาดูแลให้เป็นถนนถาวร ซึ่งหากพัฒนาได้สำเร็จจะเกิดประโยชน์มหาศาลทั้งด้านการเกษตรและการท่องเที่ยว
ขณะที่นายชรัตน์ เนรัญชร โฆษกคณะกรรมาธิการฯ และ สส.จันทบุรี ระบุเพิ่มเติมว่าถนนยุทธศาสตร์ 16 กิโลเมตรดังกล่าว ปัจจุบันยังมีสภาพเป็นดินแดง ทำให้การขนส่งผลิตผลทางการเกษตรและการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ในช่วงหน้าฝนเป็นไปด้วยความยากลำบาก ซึ่งทางกรรมาธิการจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งแก้ไข
ทั้งนี้ ยังมีการผลักดันโครงการต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราด ได้แก่ โครงการอ่างเก็บน้ำในค่ายเทวาพิทักษ์ อำเภอโป่งน้ำร้อน ซึ่งเทศบาลตำบลโป่งน้ำร้อนเป็นผู้เสนอ โดยกรรมาธิการจะประสานกองทัพเรือและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อผลักดันให้เกิดขึ้น รวมถึงโครงการพัฒนาคูดักรถถังในตำบลชายแดน โดยมีการเสนอให้ปรับปรุงเพื่อใช้กักเก็บน้ำให้ประชาชน ซึ่งจะส่งเรื่องให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณา นอกจากนี้ยังมีโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูคลองตาดำพร้อมระบบกระจายน้ำสำหรับเกษตรแปลงใหญ่และไม้ผล ซึ่งจะประสานกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินการต่อไป
ด้านนางสาวปทิดา ตันติรัตนานนท์ เลขานุการคณะกรรมาธิการฯ และ สส.สุรินทร์ กล่าวว่ากรรมาธิการจะให้ความสำคัญกับปัญหาชายแดน 7 จังหวัดเป็นหลัก โดยมีแผนจะเดินทางไปพื้นที่อีสานใต้ 4 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ในจุดที่มีสถานการณ์ตึงเครียด พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่เคยทอดทิ้งประชาชน โดยเฉพาะการสร้างบังเกอร์หลุมหลบภัยในจังหวัดสุรินทร์ที่ได้รับงบกลางดำเนินการไปแล้ว 442 แห่ง และกำลังขอเพิ่มอีก 550 แห่งเพื่อความปลอดภัยของประชาชน
ขณะที่นายนายสุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์ รองประธานคณะกรรมาธิการฯ และ สส.สระแก้ว ได้ชี้แจงกรณีข่าวการประกาศกฎอัยการศึกที่บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ว่าไม่ใช่การประกาศใหม่เพราะกฎอัยการศึกในพื้นที่สระแก้วมีผลบังคับใช้อยู่แล้ว แต่เป็นการประกาศพื้นที่ห้ามเข้าเฉพาะช่วงยามวิกาล (18.00 น. - 06.00 น.) โดยหน่วยเฉพาะกิจโคกสูง กองกำลังบูรพา เพื่อความมั่นคงและป้องกันปัญหาการลักลอบเข้าเมือง หลังจากมีความพยายามใช้กำแพงมนุษย์จากฝั่งกัมพูชายั่วยุเพื่อทวงคืนพื้นที่บริเวณเขาจาน ซึ่งเดิมเคยเป็นศูนย์อพยพแต่ไทยได้ผลักดันออกไปและยึดคืนอธิปไตยได้โดยสมบูรณ์แล้ว ทั้งนี้คณะกรรมาธิการฯ มีกำหนดจะลงพื้นที่จังหวัดสระแก้วในช่วงเดือนสิงหาคมเพื่อรับฟังปัญหาของประชาชน
นายมณเฑียร ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของการทำงานในพื้นที่จันทบุรีเป็นการใช้ยุทธวิธี "ชนะโดยไม่ต้องรบ" ผ่านการเจรจา JBC จนพื้นที่ชัดเจนและสามารถสร้างรั้วได้ พร้อมโต้แย้งกรณีมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลไม่ได้ตั้งงบประมาณด้านความมั่นคง โดยยืนยันว่ามีการตั้งงบประมาณไว้กว่า 23,000 ล้านบาท และยังมีงบกลางอีกกว่า 700,000 ล้านบาทที่เตรียมพร้อมไว้ สำหรับการสร้างรั้วที่จันทบุรีในช่วงแรก 10 กว่ากิโลเมตรนั้น ได้ใช้งบประมาณจากกองทุนหทัยทิพย์ ในพระดำริของสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายอันดี โดยรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมสนับสนุนทุกภารกิจเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่








