วันที่ 2 ก.ค.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ระบุว่า...
อย่าลุแก่อำนาจ! ฝากถึง "คุณลิซ่า-ภคมน หนุนอนันต์" ประธานกมธ.พัฒนาการเมืองฯ อ่านกฎหมายและข้อบังคับสภาฯ ให้ดีก่อนทำหน้าที่กระทบสิทธิคนอื่น หรือหากมีข้อสงสัย แนะนำให้ศึกษาแนวทางการทำงานในอดีตอย่างช่วงของ "คุณณัฐชา" เป็นตัวอย่างครับ
เห็นข่าววันนี้แล้วบอกตรง ๆ ว่าเหนื่อยใจกับการใช้อำนาจของคุณลิซ่า ล่าสุดมีประชาชนไปบุกสภายื่นหนังสือร้องเรียนต่อประธานสภาฯ ให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของคุณลิซ่า กรณี "สอบประธาน กสทช." ที่มีข้อสงสัยอย่างรุนแรงว่าใช้อำนาจขัดกฎหมายและไม่มีความเป็นกลาง แถมวันเดียวกันนี้ผมยังเห็นทนายอั๋นเข้าไปยืนคุยกับคุณลิซ่าเรื่องการตรวจสอบทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งคุณลิซ่าก็รีบรับลูกทันทีว่าจะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง
ผมขอพูดตรง ๆ ถึงคุณลิซ่า ภคมน ในฐานะประธานกรรมาธิการเลยครับว่า สิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ ทั้งหมดนี้ มีข้อสงสัยว่าอาจไม่อยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ และอาจเข้าลักษณะการดำเนินงานที่ซ้ำซ้อนกับกรรมาธิการคณะอื่น
เพราะในความเป็นจริง วันนี้เองทางคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ของสภาฯ เขาก็ได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงเรื่องทุจริตสอบท้องถิ่นนี้อยู่แล้ว จะเห็นได้เลยว่าฝั่งที่เขาดูแลเรื่องการปราบปรามการทุจริตโดยตรงเขาทำหน้าที่ของเขาอยู่แล้วครับ แล้วคุณลิซ่าจะกระโดดข้ามเส้นเข้าไปเรียกซ้อนอีกเพื่ออะไรอีก
จึงต้องระมัดระวังเรื่องในทางนิตินัยให้ดีนะครับว่า หากมีการปฏิบัติหน้าที่เกินขอบเขตอำนาจที่กฎหมายกำหนด ก็อาจก่อให้เกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของการดำเนินการนั้น และอาจมีประเด็นให้ตรวจสอบตามหลักกฎหมายและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่สมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการทุกคนต้องพึงสังวรในการทำหน้าที่
หากคุณลิซ่ามองไม่ออกว่าบทบาทหน้าที่ของตัวเองต้องทำแค่ไหน ผมแนะนำให้ย้อนกลับไปศึกษาดูว่าอดีตประธานกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ ในอดีตเขาทำหน้าที่กันอย่างไร หรือหากไม่อยากดูใครไกล ลองศึกษาในช่วงที่คุณณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิการคณะนี้ดูครับ เพราะมีการดำเนินงานที่อยู่ในกรอบภารกิจของกรรมาธิการเป็นหลัก ซึ่งเป็นแนวทางที่ควรศึกษาและนำมาปรับใช้เป็นอย่างยิ่ง
ที่สำคัญที่สุด ผมหวังว่าการปฏิบัติหน้าที่จะเป็นไปด้วยความเป็นกลาง ปราศจากอคติ และยึดหลักกฎหมายเป็นสำคัญ อย่าให้เรื่องของความต้องการส่วนตัวมานำทาง เพราะในห้องประชุมกรรมาธิการ "มันไม่มีฝ่ายรัฐบาล ไม่มีฝ่ายค้าน" ทุกคนที่เข้ามานั่งทำงานตรงนั้นล้วนมาจากการเลือกตั้งของประชาชน และมุ่งมั่นทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักเหมือนกันทั้งหมด
ดังนั้น คุณต้องทำงานตามขอบเขตและหน้าที่ของตัวเองอย่างให้เกียรติเพื่อนร่วมสภา เคารพขีดความสามารถของคนอื่น ไม่ก้าวก่าย ไม่ข้ามเส้นไปทำหน้าที่แทนกรรมาธิการคณะอื่นจนทำให้ระบบกลไกการตรวจสอบของชาติปั่นป่วน
หากคุณลิซ่าลองกลับไปเปิดอ่าน ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 หมวด 5 จะพบว่าสภาฯ เขาแบ่งบทบาทหน้าที่ของกรรมาธิการสามัญทั้ง 35 คณะไว้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ทำงานข้ามเส้นหรือซ้ำซ้อนกัน โดย "เจตนารมณ์ทางกฎหมาย" ของกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ ตามข้อบังคับสภาฯ ข้อ 90 (คณะที่ 7) กำหนดกรอบเอาไว้ชัดเจนว่ามีหน้าที่ดูแลเรื่อง:
"การส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาการเมือง การดำเนินการเพื่อส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย... การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย... และการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการสื่อสาร"
จึงทำให้มีข้อสงสัยว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจเกินกว่ากรอบภารกิจตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ 90 และอาจเกิดความซ้ำซ้อนกับกรรมาธิการคณะอื่น
ต้องเข้าใจกติกาของสภาฯ ด้วยนะครับว่า กรรมาธิการสามัญทั้ง 35 คณะ เขาแบ่งบทบาทหน้าที่ตามความเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องไว้ชัดเจนอยู่แล้ว และหากในอนาคตมีประเด็นอื่นใดที่จำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมเป็นพิเศษ กลไกของสภาก็มีการกำหนดให้ตั้ง "กรรมาธิการวิสามัญ" ขึ้นมาทำหน้าที่เฉพาะเรื่องนั้น ๆ อยู่แล้ว ไม่ใช่ปล่อยให้กรรมาธิการสามัญคณะใดคณะหนึ่งหยิบทุกเรื่องที่อยู่นอกกรอบภารกิจของตนเองมาเล่นตามกระแส
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า หน้าที่ของคณะกรรมาธิการที่คุณลิซ่านั่งเป็นประธานอยู่ คือการดูภาพรวมของ 'กติกาและโครงสร้างใหญ่ทางการเมือง' ไม่ใช่ทำหน้าที่เสมือนหน่วยงานสอบสวน ไล่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นรายคดี เหมือนที่พยายามทำอยู่ทุกวันนี้ เรื่องทุจริตหรือเรื่องเฉพาะทาง เขามีกรรมาธิการคณะอื่นอย่าง กมธ. ป.ป.ช. และหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่โดยตรงรับผิดชอบอยู่แล้ว อย่าหยิบทุกเรื่องมาเล่นตามกระแสจนลืมขอบเขตอำนาจตัวเอง
ต้องเตือนสติกันตรงนี้เลยครับว่า "สภาคือฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่ฝ่ายบริหาร" หน้าที่ของกรรมาธิการตามรัฐธรรมนูญคือการศึกษา ตรวจสอบ และเสนอข้อสังเกตหรือข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อสภาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มิใช่ใช้อำนาจในลักษณะเดียวกับฝ่ายบริหารหรือหน่วยงานสอบสวน หากมีการใช้อำนาจเกินขอบเขต ย่อมอาจกระทบต่อสิทธิของบุคคล และขัดต่อเจตนารมณ์ของข้อบังคับสภาฯ ได้
ผมไม่ได้คัดค้านการตรวจสอบการทุจริต เพราะการตรวจสอบเป็นหน้าที่สำคัญของรัฐสภา แต่การตรวจสอบทุกเรื่องต้องอยู่ภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่ของแต่ละคณะกรรมาธิการ หากแต่ละคณะต่างขยายขอบเขตอำนาจของตนเอง ย่อมเสี่ยงต่อความซ้ำซ้อน และอาจกระทบต่อหลักการแบ่งภารกิจที่ข้อบังคับสภาฯ กำหนดไว้
อย่าลืมว่าตัวเองอยู่ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เป็นผู้ออกกฎหมาย จะทำอะไรต้องแม่นกฎหมาย เคารพกติกาข้อบังคับสภาฯ ทำงานโดยปราศจากอคติส่วนตัว และเคารพเพื่อนสมาชิกทุกคน เพราะหากกรรมาธิการแต่ละคณะไม่ยึดกรอบอำนาจหน้าที่ตามข้อบังคับสภาฯ ก็อาจส่งผลให้ระบบการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติเกิดความซ้ำซ้อน และกระทบต่อประสิทธิภาพของการตรวจสอบได้ครับ








