งานเข้า "ภคมน หนุนอนันต์" ประธาน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ เจอ "สัณหณัฐ" นักเคลื่อนไหวอิสระ หอบหนังสือยื่นประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ตรวจสอบการใช้อำนาจปมบี้สอบคุณสมบัติประธาน กสทช. เปิด 4 ปมกฎหมายคัดง้างส่อขัดข้อบังคับสภา-พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ จวกแรงเปลี่ยนจุดยืนจาก "ผู้ร้อง" กลายเป็น "ผู้ไต่สวน" ส่อขัดประมวลจริยธรรม สส. ไร้ความเป็นกลางชัดเจน
วันที่ 2 ก.ค. 2569 ที่รัฐสภา นายสัณหณัฐ ศรัทธาพร นักเคลื่อนไหวอิสระ ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตรวจสอบการดำเนินการของ นางสาวภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน เนื่องจากกรณีที่ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติของประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) พร้อมทั้งมีการเรียกเอกสารและเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง โดยผู้ร้องเห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวมีข้อสงสัยสำคัญในด้านความเป็นกลาง การใช้อำนาจตามกฎหมาย และขั้นตอนการดำเนินงาน จึงต้องการให้ประธานสภาฯ ตรวจสอบว่าเรื่องทั้งหมดชอบด้วยรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และข้อบังคับการประชุมสภาฯหรือไม่
หนังสือร้องเรียนของนายสัณหณัฐ ได้มีการตั้งข้อสังเกตและข้อกังขาทางกฎหมายแบ่งออกเป็น 4 ประเด็นหลัก 1.ผลประโยชน์ทับซ้อน ส่อขัดประมวลจริยธรรม สส.หรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ น.ส.ภคมน เคยใช้บทบาท สส. ร่วมกับ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม.พรรคประชาชน ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสรรหาเพื่อขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของประธาน กสทช. และเคยแสดงความเห็นต่อสาธารณะไปแล้วว่าประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติ ดังนั้น เมื่อเข้ามานั่งเป็นประธาน กมธ. ที่พิจารณาเรื่องเดียวกัน ย่อมทำให้สังคมตั้งคำถามว่ามีการกำหนดธงหรือจุดยืนไว้ล่วงหน้าแล้วหรือไม่ ซึ่งอาจขัดต่อข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2563 ข้อ 11 ที่ระบุว่า กรรมาธิการต้องปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากอคติ
2.การดำเนินงานซ้ำซ้อน ขัดข้อบังคับการประชุมสภาฯ ข้อ 90 ซึ่งตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อ 90 กำหนดชัดเจนว่า การที่ กมธ. จะสอบหาข้อเท็จจริงเรื่องใด ต้องรายงานให้ประธานสภาฯ ทราบ และต้องไม่เป็นเรื่องที่ซ้ำซ้อนกับการดำเนินงานของ กมธ. ชุดอื่น ซึ่งประเด็นคุณสมบัติของประธาน กสทช. นั้น เคยถูกพิจารณาโดย กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ ของสภาฯ ไปแล้วอย่างละเอียดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 โดยมีผู้ร้องเรียนคนเดียวกันคือ นางสาวรักชนก ศรีนอก จึงส่อเค้าว่าจะเป็นการทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน
3.ส่อข้ามขั้นตอน พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ มาตรา 6 เพราะการเรียกเอกสารหรือเชิญบุคคลเข้าชี้แจงในกรณีที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.อำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2568 มาตรา 6 ซึ่งกำหนดให้ประธาน กมธ. ต้องแจ้งนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลหน่วยงานต้นสังกัดทราบก่อนดำเนินการ จึงต้องตรวจสอบว่าประธาน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ได้ทำตามขั้นตอนนี้แล้วหรือไม่
4. ไร้มติที่ประชุมสภาฯ ก่อนเริ่มศึกษา ตาม พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ มาตรา 7 กำหนดให้คณะกรรมาธิการต้องมีมติร่วมกันก่อนที่จะเริ่มทำการศึกษาหรือตรวจสอบประเด็นใดๆ แต่ในกรณีนี้ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ได้มีมติร่วมกันก่อนเริ่มตรวจคุณสมบัติประธาน กสทช. หรือไม่ หากไม่มีมติดังกล่าว การดำเนินการย่อมถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย
"เมื่อประธาน กมธ. เคยเป็นผู้ยื่นร้องเรียนและแสดงความเห็นยืนยันว่าประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติมาก่อน แล้ววันนี้กลับมาทำหน้าที่กำกับการศึกษาตรวจสอบในเรื่องเดียวกัน ย่อมทำให้สาธารณชนตั้งข้อสงสัยถึงความเป็นกลางในการใช้อำนาจ และอาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการตรวจสอบของรัฐสภา" นายสัณหณัฐ ระบุในหนังสือร้องเรียน
นายสัณหณัฐ กล่าวย้ำว่า การยื่นเรื่องครั้งนี้ทำไปเพื่อปกป้องหลักนิติธรรม ความเป็นกลาง และความน่าเชื่อถือของกระบวนการตรวจสอบของรัฐสภา โดยขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างเร่งด่วน หากพบว่ามีการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจริง








