เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.69 นายพลรักษ์ รักษาพล นักวิชาการอิสระ ด้านการสื่อสารการเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว "Palrak Raksaphol" ระบุว่า ถอดรหัสเลือกตั้ง สก.: สมรภูมิ "กลืนท้องถิ่น" และสัญญาณอวสาน "บ้านใหญ่" กทม.
ท่ามกลางฝุ่นตลบของการเมืองเมืองหลวง สิ่งหนึ่งที่นักวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ทางการเมืองไม่อาจปฏิเสธได้คือ "ภูมิทัศน์การเมือง กทม. ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว"
การเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่เรื่องของงานปากท้องหรือเรื่องท่อระบายน้ำในซอยอีกต่อไป แต่มันคือสมรภูมิหักเหลี่ยมเฉือนคมระหว่าง "กระแสระดับชาติ" กับ "ระบบอุปถัมภ์ดั้งเดิม" ที่กำลังถูกท้าทายอย่างรุนแรง
ในฐานะนักสื่อสารทางการเมือง ผมขอถอดรหัสและวิเคราะห์ 4 ปรากฏการณ์สำคัญที่กำลังชี้ชะตาอนาคตการเมืองไทยผ่านกระดาน กทม. ดังนี้ครับ
1. ปรากฏการณ์ "กลืนท้องถิ่น": ชัยชนะเชิงโครงสร้างที่ทลายระบบบ้านใหญ่
ที่ผ่านมา การเมืองท้องถิ่นโดยเฉพาะ สก. ถูกมองว่าเป็นเรื่องของระบบอุปถัมภ์และการเข้าถึงตัวสูงมาก (High Touch) กำแพงเครือข่ายหัวคะแนนและผลประโยชน์ในพื้นที่นั้นหนาและฝังรากลึกมาหลายทศวรรษ ใครที่โผล่มาเฉพาะช่วงใกล้เลือกตั้ง เน้นแต่ Air Game หรือโซเชียลมีเดียอย่างเดียว มักจะถูกเจ้าถิ่นที่เดินสายไม่เคยขาดสอยร่วงเสมอ
แต่การที่ พรรคกระแสใหม่ ที่ไม่มีหัวคะแนนดั้งเดิมเลย สามารถปักธงได้ถึง 22 เขต (เกือบครึ่งสภา กทม.) นี่คือปรากฏการณ์ "กลืนท้องถิ่น" ที่น่ากลัวที่สุดสำหรับทุกพรรค
มุมมองเชิงกลยุทธ์: การนำสถิติการเลือกตั้งใหญ่ (สส.) มาเทียบกับการเลือกตั้งท้องถิ่น (สก.) แล้วบอกว่าพรรคกระแสใหม่ทำได้แค่ "ทรงตัว" ถือเป็นการเทียบแบบผิดฝาผิดตัว เพราะศึกนี้พวกเขากำลังสู้กับเจ้าพ่อพื้นที่ที่ฝังรากลึกมาหลายสิบปี การได้ 22 ที่นั่งจึงไม่ใช่การประคองตัว แต่คือการ "ยึดพื้นที่ถาวร" และพร้อมจะขยายผลในอนาคต
2. ชัยชนะเฉพาะกิจของ "เพื่อไทย" และกลยุทธ์ "แตกแบงก์ร้อย"
หากมองลึกลงไปในพื้นที่ที่เพื่อไทยชนะ ไม่ใช่ชัยชนะของแบรนด์พรรค แต่เป็น "บารมีเฉพาะตัว" ของกลุ่มอิทธิพลเดิมที่มีฐานเสียงหนาแน่นและดูแลคนในพื้นที่มานาน พูดง่ายๆ คือ คนกรุงในเขตนั้นยังเลือก "คน" ไม่ได้เลือก "พรรค"
สัญญาณอันตรายที่สะท้อนผ่านกลยุทธ์คือ การที่ไม่กล้าส่งในนามพรรคอย่างเป็นทางการในบางจุด แล้วให้สมาชิกแตกตัวเป็นกลุ่ม "Life ลงตัว" หรือการพยายามเกาะกระแสนโยบายชัชชาติ มันคือ "กลยุทธ์แตกแบงก์ร้อยเพื่อเอาตัวรอด" ที่สะท้อนถึงความกลัวที่จะสูญพันธุ์ จนไม่กล้าสู้ในนามแบรนด์ตัวเองตรงๆ ชัยชนะแบบนี้จึงเป็นเพียงชัยชนะเฉพาะกิจที่ไม่ยั่งยืนในระยะยาว
"ประชาธิปัตย์" กับอาการโคม่ารอวันปิดฉาก
การที่ค่ายพระแม่ธรณีเหลือ สก. แค่ 8 ที่นั่งในสภา กทม. จากอดีตพรรคที่เคยครองเมืองหลวงทั้ง สส. และ สก. แบบถล่มทลาย นี่ไม่ใช่การ "ตรึงพื้นที่" แต่คืออาการ "โคม่ารอวันปิดฉาก"
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ฐานเสียงที่กำลังล้มหายตายจาก การที่ผู้สนับสนุนพรรคยอมรับเองว่าชนะเพราะผู้สมัครทำพื้นที่ตั้งแต่รุ่น "อาม่า-อาเจ็ก" ยิ่งตอกย้ำว่า ฐานเสียงของพรรคสีฟ้าเป็นฐานเสียงยุคเก่าที่ไม่มีการส่งต่อข้ามรุ่น เมื่อคนรุ่นนี้หมดไป พรรคจะไม่มีโครงสร้างใหม่มารองรับ การบอกว่าพรรคตัวเอง "ฆ่าไม่ตาย" จึงเป็นเพียงการปลอบใจตัวเองในหอคอยงาช้างเท่านั้น
อย่าโทษประชาชนไม่เข้าใจ แต่ต้องโทษว่า "สื่อสารไม่เป็น"
มีนักการเมืองรุ่นเก่าหลายคนมักอ้างว่า คนกรุงขับเคลื่อนด้วย "อารมณ์และกระแส" ซึ่งในมุมมองของผม มันคือการดูถูกผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง เพราะกระแสที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของ "ความอัดอั้นตันใจต่อระบบโครงสร้างเดิม" ที่คนรุ่นใหม่ต้องการเปลี่ยน การเมืองที่ขายฝันแบบเดิมๆ ต่างหากที่กำลังถูกคนกรุงปฏิเสธ
การเมืองยุคใหม่คือนวัตกรรมการสื่อสาร (Strategic Communication) ถ้านักการเมืองหรือพรรคการเมืองใดอ้างว่านโยบายตัวเองดีจริง แต่กลับเปลี่ยนให้เป็นแคมเปญที่เข้าถึงใจคนไม่ได้ นั่นคือความล้มเหลวของนักกลยุทธ์และตัวพรรคเอง ไม่ใช่ความผิดของคนกรุง
บทสรุปจาก สมรภูมิ สก. ครั้งนี้คือสัญญาณเตือนภัยขั้นสุดท้าย (Wake-up Call) ถึงพรรคการเมืองแบบเก่า ว่า "ระบบบ้านใหญ่" และ "ระบบอุปถัมภ์" กำลังนับถอยหลังสู่การหมดอายุขัย หากยังไม่เปลี่ยนวิธีคิด ไม่เปลี่ยนนวัตกรรมการสื่อสาร และไม่สร้างโครงสร้างที่รองรับคนรุ่นใหม่... การเลือกตั้งครั้งหน้าอาจไม่ใช่แค่การพ่ายแพ้ แต่คือการเลือนหายไปจากแผนที่การเมืองไทยอย่างถาวร
#เลือกตั้ง #เลือกตั้งสก #เลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร








