“อภิสิทธิ์” ซัดงบฯปี 70 เป็นงบประมาณที่ “มองไม่เห็นอนาคต” ชี้เข้าข่ายงบแบบ “หาเช้ากินค่ำ” แฉโครงสร้างการคลังไทยติดหล่มรุนแรง จัดเก็บรายได้ทั้งหมดทำได้เพียงประคองงบประจำและชดใช้หนี้เก่า ส่วนงบลงทุนต้องกู้เงินมาโปะ 100% ดับฝันนโยบายเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ-คนพิการ ย้ำชัดหากรัฐบาลไม่กล้าหาญพอที่จะปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ หนี้สาธารณะของประเทศมีโอกาสพุ่งทะลุ 80-90% ภายใน 5-10 ปีนี้แน่นอน
วันที่ 29 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ทำหน้าที่ประธานในการประชุม พิจารณาวาระเรื่องด่วน ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอในวันแรก ต่อมาเวลา 11.20 น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นอภิปรายท้วงติงโครงสร้างงบประมาณของรัฐบาลว่า ภาพรวมของงบประมาณปี 2570 แสดงให้เห็นว่าศักยภาพในการจัดเก็บภาษีอากรและหารายได้ของรัฐบาลอยู่ในจุดที่น่ากังวล โดยสัดส่วนภาษีอากรเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) คงอยู่ที่ 14.6% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ สวนทางกับความต้องการด้านรัฐสวัสดิการของประชาชนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมแสดงความเสียดายที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่ได้อยู่รับฟังการอภิปรายในสภาฯ ทั้งนี้ผลกระทบจากการที่รายได้รัฐบาลไม่เพียงพอ ซึ่งจะส่งผลให้นโยบายช่วยเหลือประชาชนที่หลายฝ่ายตั้งเป้าไว้ต้องหยุดชะงักลง โดยมีข้อเท็จจริงที่น่ากังวลดังนี้ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ: ไม่สามารถปรับเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 1,000 บาทได้ตามที่เคยตั้งเป้าไว้ เบี้ยความพิการ: ไม่มีการปรับเพิ่มงบประมาณสนับสนุนในปีนี้ เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด: ยังคงไม่สามารถจัดสรรให้เป็นแบบถ้วนหน้าได้จริงตามเป้าหมาย งบลงทุนภาพรวม: ปรับลดลงถึง 13.1% โดยไม่มีการลงทุนในโครงการใหม่ๆ เช่น โครงการป้องกันภัยพิบัติในพื้นที่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่ประชาชนกำลังรอคอย
“งบที่จัดสรรในปี 2570 มีส่วนที่เพิ่มขึ้นคืองบบุคลากร 3.8% และงบอุดหนุน 5.6% แต่งบลงทุนกลับลดลงอย่างน่าใจหาย ส่วนโครงการที่รัฐบาลพยายามผลักดัน เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ตนมองว่าเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ อภิปรายต่อว่า งบประมาณรายจ่ายประจำของรัฐบาลมีแนวโน้มบานปลายและตั้งไว้ไม่เพียงพอต่อความเป็นจริง โดยงบบุคลากรและเบี้ยบำนาญที่ตั้งไว้ 3.8 แสนล้านบาทนั้น เชื่อว่าไม่พอจ่ายเพราะปีที่ผ่านมายอดใช้จริงทะลุไปถึง 3.9 แสนล้านบาทแล้ว เช่นเดียวกับค่ารักษาพยาบาลของภาครัฐที่ตั้งไว้ 9 หมื่นล้านบาทเท่าเดิม ทั้งที่ปีที่แล้วใช้จริงเกิน 1 แสนล้านบาท ส่วนงบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าก็ยังขาดอยู่อีกมาก หากรัฐบาลไม่ปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือมีมาตรการ เช่น การปรับเปลี่ยนสิทธิประโยชน์ของข้าราชการรุ่นใหม่ หรือมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด เม็ดเงินทั้งหมดของประเทศจะจมอยู่กับรายจ่ายประจำเหล่านี้
ในส่วนของหนี้สาธารณะที่รัฐบาลอ้างว่ายังอยู่ที่ 66% และไม่ชนเพดานนั้น นายอภิสิทธิ์ ชี้ว่าเป็นการแสดงตัวเลขที่ยังไม่รวมหนี้สินอื่นๆ หากรัฐบาลได้รับอนุมัติให้กู้เงินเพิ่มเติมอีก 4 แสนล้านบาท หนี้จะขยับขึ้นเป็น 69% ทันที และเมื่อนำไปรวมกับหนี้ที่ค้างอยู่กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐอีกกว่า 1 ล้านล้านบาท หนี้สาธารณะที่แท้จริงจะทะลุเพดานกรอบวินัยการเงินการคลังที่ 70% ไปแล้ว ทางออกเดียวคือต้องทำให้รายได้ของประเทศเติบโตให้ได้ 4% แต่ก็ไม่เห็นตัวเลขนี้มาหลายปีแล้ว ดังนั้น หากรัฐบาลไม่กล้าหาญพอที่จะปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ภายใน 5-10 ปีนี้ หนี้สาธารณะมีโอกาสพุ่งสูงถึง 80-90% ของ GDP ซึ่งจะทำให้ประเทศติดหล่มและไร้อนาคตในที่สุด พรรคประชาธิปัตย์จึงไม่สามารถเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้ได้








