วันที่ 29 มิ.ย.69 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เทพไท - คุยการเมือง ระบุว่า ผลเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ความพ่ายแพ้ของการเมืองระบบพรรค
หลังจากผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ผ่านไปแล้ว ผลการเลือกตั้งที่ออกมา เป็นไปตามผลการสำรวจของโพลสำนักต่างๆ โดยเฉพาะนิด้าโพล ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ มีการสำรวจความนิยมของประชาชนคนกรุงเทพฯ ต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ เป็นระยะๆ และทุกอย่างก็เป็นไปตามผลการสำรวจของโพลสำนักต่างๆ โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับการเลือกตั้ง หรือผู้ที่คาดว่าจะได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯกทม. คือนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ได้คะแนนนิยมจากผลการสำรวจเกิน 50% ทุกสำนัก แต่ที่เหนือความคาดหมาย และไม่มีใครคาดคิดมาก่อน คือนางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ซึ่งเป็นผู้สมัครอิสระ ที่มีคะแนนดีขึ้นตามลำดับจนเข้าป้ายเป็นที่2 ชนะผู้สมัครของพรรคประชาชน คือนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร และผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ คือนายอนุชา บูรพชัยศรี
จากการเลือกตั้งที่ปรากฏ พบว่ามีปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งนี้ 4 ประการด้วยกัน คือ
1.บรรยากาศและการคาดการณ์ หรือการลุ้นผู้ชนะในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.เป็นใคร แทบจะไม่มีการลุ้นเลย เพราะผลการสำรวจตั้งแต่ต้นพบว่า ผู้ชนะคือนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ส่วนคู่แข่งคนอื่นๆถูกทิ้งห่างหลายช่วงตัว เลยทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งเงียบเหงาไม่คึกคัก คนใช้สิทธิ์ ก็ไม่ได้เป็นไปตามเป้าที่กกต.ได้คาดหวังไว้ อาจเป็นเพราะเป็นการแข่งขันที่ไม่มีสิทธิ์ลุ้นการแข่งขันกันเลย จึงทำให้บรรยากาศการแข่งขันการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่คึกคักเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
2.พบว่าการหาเสียงมีการปั่นกระแสทางสื่อโซเชียลเป็นหลัก มีการสร้างคอนเทนต์มากกว่าการแถลงนโยบาย ตั้งแต่เริ่มหาเสียงของผู้สมัครทุกคน ประชาชนคนกรุงเทพไม่มีใครรับรู้ หรือจำนโยบายของผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.แต่ละคนได้เลย ว่าผู้สมัครแต่ละคนมีนโยบายเรือธง หรือนโยบายเด่นอะไรบ้าง ส่วนใหญ่จะเห็นจากการโฆษณาจากสื่อโซเชียล จากคลิปวิดีโอ และการออกรายการดีเบตตามสื่อต่างๆเท่านั้น
3.วิธีการรูปแบบการหาเสียง จะเห็นได้ว่าผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ครั้งนี้ ใช้ป้ายโฆษณาหาเสียงที่ติดตามเสาไฟฟ้าน้อยมาก มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการหาเสียง ป้ายข้างถนนแทบจะไม่มี โดยเฉพาะป้ายหาเสียงของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร พรรคประชาชน จะมีก็เป็นป้ายหาเสียงที่เป็นบิลบอร์ด หรือติดตามรถไฟฟ้า หรือสถานที่บางแห่งเป็นการเฉพาะ แต่ส่วนใหญ่ถือว่าไม่มีการรณรงค์หาเสียงเป็นป้ายพีพีบอร์ด ที่ใช้หาเสียงโดยทั่วไปเลย
4.จากผลการเลือกตั้งที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครอิสระ ได้คะแนนเลือกตั้งเป็นอันดับ1 และนางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครอิสระ ได้คะแนนเป็นอันดับ2 แสดงให้เห็นว่าการเมืองในกรุงเทพฯ ผู้สมัครในนามพรรค คะแนนพรรคไม่มีส่วนทำให้คะแนนเพิ่มขึ้น เพราะผู้สมัครในนามพรรคประชาชน คือนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร และผู้สมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์ คือนายอนุชา บูรพชัยศรี มีคะแนนเป็นลำดับ3และลำดับ4 ซึ่งถือว่าต่ำกว่าที่คาดหมายมาก เมื่อเปรียบเทียบกับฐานเสียงของทั้ง2พรรคในกรุงเทพฯ แสดงให้เห็นว่า การเมืองในกรุงเทพฯและการเมืองในยุคปัจจุบัน เป็นความล้มเหลวของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งแตกต่างกับในอดีตที่ผ่านมา เป็นการเลือกตั้งแข่งขันกันระหว่างผู้สมัครในนามพรรคทั้งสิ้น แต่ครั้งนี้สื่อให้เห็นว่า บทบาทของพรรคการเมือง ซึ่งเป็นสถาบันทางการเมืองที่สำคัญ ล้มเหลวในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.
เพราะฉะนั้นบทเรียนของการหาเสียงในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.รอบนี้ ได้ชี้ให้เห็นปรากฏการณ์สำคัญ และเชื่อว่าพรรคการเมืองทุกพรรค คงจะนำบทเรียนในครั้งนี้ไปปรับปรุงแก้ไข เพื่อใช้กับการเมืองในระดับชาติ และการเมืองระดับท้องถิ่นในโอกาสต่อไป








