วันที่ 23 มิ.ย.69 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.พรรคประชาชน กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2570 ว่า หลังจากคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบเอกสารงบประมาณก็จะมีการอัปโหลดขึ้นเว็บไซต์ จากนั้นเราจะมีเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ในการพิจารณาและวิเคราะห์งบประมาณปี 2570 ให้แล้วเสร็จ ซึ่งเราพร้อมที่จะอภิปรายในวันที่ 29 มิถุนายนถึง 1 กรกฎาคม โดยมีผู้ที่จะมาอภิปราย 30 คนที่จะมาลงรายละเอียด แต่ไม่ได้เจาะเป็นรายกระทรวง เพราะในหนึ่งเรื่องอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ส่วนร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 ที่จะเข้าสู่การพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 25 มิถุนายนนี้ ก็ออกมาล่าช้าแถมยังสามารถโอนงบได้น้อยจากที่เคยประกาศว่าจากเดิมที่จะโอน 8 หมื่นล้านบาท แต่กลับโอนได้เพียงแค่ 1 หมื่น 3 ร้อยล้านบาท ซึ่งอาจจะไม่คุ้มกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ต้องชะลอตัวลงในไตรมาส 3 เข้าใจว่าเงินที่ได้รับมาอาจจะไม่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป แต่รัฐบาลต้องการเงินทุกบาททุกสตางค์
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวด้วยว่า โดยการประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) ในวันนี้มีตัวแทนจากสำนักงบประมาณมาชี้แจงว่า ยังคงมีค่าใช้จ่ายที่ยังหาเงินมาใช้ไม่ได้ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท เช่น การเยียวยาชดเชยการปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา การชดเชยให้กับรถไฟฟ้าสายสีส้ม ซึ่งตั้งงบไว้ไม่เพียงพอ แต่ผู้รับเหมาเรียกเก็บเงินแล้ว ตลอดจนค่าไฟก็มีการเรียกเก็บหนี้คืน หลังจากที่มีการออกมาเปิดเผยว่าไฟสาธารณะมีการเรียกเก็บเข้าไปในบินค่าไฟของประชาชนส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งภาครัฐยังจำเป็นต้องจ่ายและต้องหาเงินมาใช้หนี้อยู่ เป็นต้น แต่ทั้งหมดนี้สามารถโอนเงินมาได้เพียง 1 หมื่น 3 ล้านบาท ยังขาดอีกประมาณ 4 หมื่นล้านบาท จึงกังวลแทนรัฐบาลว่าในช่วงเวลาที่เหลือจะไปหาเงินมาจากไหนได้อีกเพื่อปิดปีงบประมาณ 2569
รัฐบาลจะสามารถหาเงินมาจากแหล่งไหนที่พรรคประชาชนจะสามารถยอมรับได้ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า พรรคพยายามช่วยรัฐบาลคิดอยู่ว่าจะมีช่องทางไหนได้บ้าง แต่ต้องบอกว่าหมดทางแล้ว ปี 2569 อาจจะต้องปิดงบไปโดยที่หลายหน่วยงานยังไม่ได้รับงบ แล้วไปตกเบิกในปีงบ 2570 ซึ่งก็น่ากังวลไม่แพ้กันว่าสถานการณ์จะยิ่งเป็นการซ้ำเติมจากการจัดเก็บรายได้ไม่เข้าเป้าหรือไม่ ซึ่งวันนี้ยอดจัดเก็บยังเป็นไปได้ด้วยดี แต่ปลายปีก็ไม่แน่ใจว่าภาษีเงินได้นิติบุคคลจากบริษัทห้างร้านที่มีรายได้ลดลง ยอดขายตกลงมานั้น จะยังสามารถส่งภาษีให้กับภาครัฐได้ปกติหรือไม่ หากการจัดเก็บภาษีได้ไม่ตรงเป้าก็จะยิ่งทำให้รัฐบาลมีปัญหา
ขณะเดียวกัน พรรคมีการตั้งสมมุติฐานไว้ก่อน เพราะยังไม่เห็นรายละเอียดของงบประมาณว่าจะเป็นอย่างไร จะมีการจัดสรรงบประมาณไปยังพื้นที่ใดหรือจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งหรือไม่ หรือมีกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งได้รับงบประมาณจำนวนมากจนผิดสังเกตหรือไม่ เพราะในปี 2569 มีหลายหน่วยรับงบประมาณถูกปรับลดงบประมาณลง แต่ก็มีบางหน่วยรับงบประมาณบางหน่วยที่ได้รับงบเพิ่มขึ้น เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น 30%
โดยพรรคประชาชนเตรียมการอภิปราย TH-AI Passport ในปีงบประมาณ 2570 ไว้อย่างไรบ้าง น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า เรายังไม่เห็นรายละเอียด เพียงแต่ทราบว่าจะมีโครงการเฟส 2 งบประมาณ 9 ร้อยล้านบาท ซึ่งก็เป็นที่น่าสังเกตเช่นเดียวกันเนื่องจากโครงการ TH-AI Passport เฟส 1 ที่ลงทุนไปก่อน 1.6 พันล้านบาท แต่กลับไม่ได้แพลตฟอร์มมาเป็นของรัฐ กรรมสิทธิ์ยังเป็นของเอกชนอยู่ ดังนั้น หากมีเฟส 2 ก็จะทำให้โครงการเกิดความซ้ำซ้อนหรือไม่ หากผู้ได้รับโครงการไม่ใช่เป็นเจ้าเดียวกับเฟส 1 และต้องทำแพลตฟอร์มใหม่อีกหรือไม่ หากเป็นเจ้าเดียวกันก็จะถือเป็นการล็อกและประหยัดงบประมาณในการทำแพลตฟอร์ม และนี่เป็นการที่รัฐบาลไม่ได้วางแผนการเดินหน้าโครงการอย่างชัดเจน ตัวทีโออาร์ไม่ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าแพลตฟอร์มต้องเป็นของรัฐ แต่เป็นของเอกชน ไม่เช่นนั้นเมื่อมีโครงการฝ่ายถัดไป กลายเป็นว่าต้องไปเช่าแพลตฟอร์มจากเจ้าเดิม หรืออาจจะมีเจ้าใหม่ก็ต้องจ่ายเงินค่าทำแพลตฟอร์มใหม่หรือไม่ การล็อกสเปกเช่นนี้เพียงพอที่จะนำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจสมัยหน้าหรือไม่ นั้นโครงการ TH-AI Passport อยู่ในช่วงที่เรากำลังเก็บรวบรวมข้อมูล หากพูดไปก็จะเป็นเหมือนการเฉลยข้อสอบล่วงหน้าว่าจะมีโครงการอะไรอยู่บ้าง แต่ขั้นตอนทางกฎหมายเราก็ต้องดำเนินการไปพร้อมกัน ไม่ต้องรอให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่คงต้องเป็นสมัยหน้าเพราะสมัยนี้ไม่ทันแล้ว
โครงการนี้จะซ้ำรอยโครงการรับจำนำข้าว ที่สามารถล้มรัฐบาลได้หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า จริงๆ แล้วไม่เคยมีรัฐบาลไหนที่ถูกล้มด้วยโครงการทุจริต ไม่เคยมีรัฐบาลไหนที่นายกฯ ถูกโหวตไม่ไว้วางใจแล้วต้องออกจากตำแหน่งไป ส่วนมากจะมีการยุบสภาก่อน
“ดังนั้น จึงต้องติดตามดูว่ารัฐบาลจะเดือดร้อนใจจนต้องยุบสภาก่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ แต่เมื่อมีการอภิปรายแล้ว เราก็เข้าใจดีว่าในระบบรัฐสภาเสียงข้างมากคือรัฐบาล หากเราไม่สามารถเปลี่ยนใจพรรคร่วมรัฐบาลให้มาโหวตเห็นด้วยกับเราได้ เราก็ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อโน้มน้าวเปลี่ยนใจพรรคร่วมรัฐบาลให้โหวตตามความเป็นจริงที่เกิดมากกว่าการโหวตตามพวกพ้อง และความร่วมมือของฝั่งพรรคร่วมรัฐบาล








