วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะคณะทำงานด้านรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย แถลงต่อกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ระบุถึงแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่สามารถให้มีคูหาเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ได้ เพราะมีผลหารือจากตัวแทน กมธ.ของสภา กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยนายนิกรยืนยันว่าสิ่งที่ตนเองให้ความเห็นไปนั้นเป็นการพูดตามข้อเท็จจริงว่า ความเห็นของตุลาการบางท่านที่ออกมาจากการหารือนั้นไม่มีผลผูกพัน และไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
นายนิกร ระบุว่าสาเหตุที่ต้องออกมาให้ความเห็นเพราะเกรงว่าจะเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสมาชิกในพรรคของนายณัฐพงษ์ เคยมีความเห็นว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทำประชามติเพียง 2 ครั้งก็พอ ในขณะที่คณะกรรมการของทำเนียบรัฐบาลที่มีท่านภูมิธรรม เวชยชัย เป็นประธาน และตนเองได้เคยให้ความเห็นไว้ว่าต้องทำ 3 ครั้ง ซึ่งในครั้งนั้นมีความพยายามเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อหาคะแนนนิยมและมีการไปพบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแล้วออกมาแถลงในลักษณะเดียวกันว่าทำได้ 2 ครั้ง จนทำให้ประชาชนเกิดความหวังและมีการดึงรั้งร่างรัฐธรรมนูญในสภาเพื่อรอคำตอบ สุดท้ายข้อสรุปคือต้องทำ 3 ครั้ง ทำให้เสียเวลาไปเกือบ 3 ปี ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน โดยไม่มีใครออกมารับผิดชอบต่อความผิดพลาดนั้น
“การเป็นผู้นำฝ่ายค้านถือว่าเป็นกัปตันเรือลำใหญ่ ต้องมีความระมัดระวังต่อการนำเรือที่บรรทุกความหวังของประชาชนที่ท่านเชิญขึ้นเรือมาเยอะแยะไปหมด ว่าทำแบบนี้ได้แบบนั้นได้ ต้องระมัดระวังกับความหวังของเขาด้วย ไม่ใช่ดึงไปในทางที่ตัวเองไม่มั่นใจว่าทำได้หรือไม่ หรือสุ่มเสี่ยงแบบนี้ นอกจากการเป็นกัปตันเรือต้องระมัดระวังลูกเรือตัวเองด้วย คนที่ชักนำมา สมาชิกของเรือหรือลูกเรือที่จะต้องมาลงนามกัน ในเมื่อมันเป็นปัญหาความสุ่มเสี่ยง คือคราวนี้จะชี้ว่าสามารถเลือกตั้งได้ 100% ผมมองว่าสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างมากว่าจะผิดสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้ เพราะสมาชิกทุกคนของรัฐสภา ก่อนที่จะเข้าปฏิบัติหน้าที่ต้องปฏิญาณตัวว่าจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญทุกประการ ตรงนี้เป็นข้อผูกมัด ถ้าเกิดผิดพลาดขึ้นมาคราวนี้จะรับผิดชอบกันไหวหรือเปล่า”
นายนิกร ยังให้ความเห็นเชิงกฎหมายเพิ่มเติมว่า สสร. มีหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยแท้ ซึ่งตามคำวินิจฉัยที่ระบุว่ารัฐสภาไม่สามารถให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ส่วนคณะกรรมาธิการยกร่างฯ เป็นเพียงส่วนควบของสภา ตนจึงมองว่าตรรกะที่อ้างว่าประชาชนเลือก สสร. เพื่อไปเลือกกรรมาธิการยกร่างฯ อีกทีนั้นไม่ถูกต้องและไม่รับผิดชอบ เพราะต้องใช้เงินงบประมาณมหาศาล ทั้งค่าเลือกตั้ง สสร. 3,500 ล้านบาท และค่าทำประชามติอีก 3,500 ล้านบาท นอกจากนี้หาก สสร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด อาจกลายเป็นองค์กรที่มาใช้อำนาจทัดทานกับรัฐสภาเพราะมีที่มาเดียวกัน ซึ่งตนจะนำเรื่องนี้เข้าหารือในคณะกรรมการกฎหมายของพรรคภูมิใจไทยในวันพรุ่งนี้เพื่อกำหนดท่าทีต่อไป
สำหรับร่างของพรรคภูมิใจไทยนั้น นายนิกรยืนยันว่าเป็นร่างที่สามารถทำได้จริงและไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีการเสนอให้ลดอำนาจวุฒิสภาในการลงมติเห็นชอบจาก 1 ใน 3 (67 คน) เหลือเพียง 1 ใน 4 หรือประมาณ 50 คน เพื่อให้การดำเนินการผ่อนคลายลง พร้อมทั้งตั้งคำถามถึงความล่าช้าหากต้องรอร่างของภาคประชาชนที่กำลังล่ารายชื่อ 50,000 ชื่อ ซึ่งปัจจุบันได้ประมาณ 20,000 กว่าชื่อ เนื่องจากตามกลไกกฎหมายต้องใช้เวลาตรวจสอบรายชื่อ 1 เดือน และทำรับฟังความคิดเห็น (Hearing) อีกประมาณ 45 วัน รวมเป็น 2 เดือนครึ่ง ซึ่งจะไม่ทันสมัยประชุมนี้และจะทำให้เวลาขยับออกไปอีกอย่างน้อยหนึ่งสมัยประชุม
“เราลืมบางอย่างไป มันเหมือนวิ่งเข้าใส่กำแพงแล้วก็ชนอยู่อย่างนั้น แล้วดันเอาประชาชนตามหลังไปด้วย คือจะไปติดตรงไหนก็ไม่สนใจ มันไม่ได้ ต้องรับผิดชอบกับความคาดหวังของประชาชน กับหน้าที่ที่ทำและกับความสำเร็จด้วย ไม่ใช่ว่าขอให้แค่ได้ทำ แต่ต้องพยายามทำมุ่งสู่ความสำเร็จให้ได้ เป้าหมายคือรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เป้าหมายคือล้มคนที่อยู่ข้าง ๆ กัน”
นายนิกรกล่าวว่าเป้าหมายสำคัญคือความสำเร็จของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาชน 21 ล้านเสียงที่เคยลงมติประชามติคาดหวังไว้ ไม่ควรเอาเรื่องนี้มาเล่นการเมืองมากจนเกินไปจนทำให้ความหวังของประชาชนต้อง "ฟาวล์" หรือล่มสลายไปอีกเหมือนที่ผ่านมา โดยพรรคภูมิใจไทยจะเดินหน้าตามแนวทางที่ปลอดภัยและเคารพรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเพื่อให้เกิดผลสำเร็จได้จริง








