วันที่ 17 มิถุนายน 2569 รัฐสภา ผู้แทนสมาคมหมอนวดไทย และคณะ ได้เข้ายื่นหนังสือจำนวน 2 ฉบับ เพื่อขอสนับสนุนการเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” อันเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบกิจการวิชาชีพนวดแผนไทย โดยมีนายศุภกิจ สีหาภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย เป็นผู้รับยื่นหนังสือจากนางสาวขวัญชนก เจริญธนาธิป ทนายความผู้ประสานงานสมาคมหมอนวดไทย และคณะ พร้อมกันนี้ นายพศิน ปิตุเตชะ รองประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ คนที่หก ได้รับยื่นหนังสือจากนายนพพร วิสุทธิ์ศักดิ์ชัย นายกสมาคมหมอนวดไทย และคณะ เพื่อส่งผ่านความต้องการไปยังรัฐบาล
เนื่องด้วยปัจจุบันรัฐบาลมีนโยบายจัดทำโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ แบ่งเบาภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน และส่งเสริมรายได้ให้แก่ภาคธุรกิจต่าง ๆ เพื่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอันเป็นผลดีต่อภาพรวมของประเทศ อย่างไรก็ตาม สมาคมหมอนวดไทยพบว่าผู้ประกอบกิจการวิชาชีพนวดไทยยังไม่ได้รับการสนับสนุนให้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวเช่นเดียวกับภาคธุรกิจอื่น ทำให้เสียโอกาสในการได้รับประโยชน์และขาดความเท่าเทียมในสิทธิที่รัฐบาลพึงจัดสรร ทางสมาคมฯ จึงใคร่ขอความอนุเคราะห์จากนายกรัฐมนตรีโปรดพิจารณาให้กลุ่มธุรกิจภาคบริการนวดแผนไทยได้รับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” อย่างเป็นรูปธรรม
นายพศิน ปิตุเตชะ กล่าวภายหลังรับยื่นหนังสือว่า ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ คนที่หก และ สส.พรรคประชาธิปัตย์ ต้องยึดประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก เราสามารถทำงานร่วมกันได้ แม้จะอยู่ต่างฝ่ายกันระหว่างฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลก็ตาม วันนี้รู้สึกยินดีที่ทางสมาคมได้มายื่นหนังสือคณะกรรมาธิการได้มีการนำเรื่อง “ไทยช่วยไทยพลัส” เข้าพิจารณาอยู่แล้ว เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้มีความเหมาะสม และช่วยให้เศรษฐกิจสามารถหมุนเวียนได้ดียิ่งขึ้น
ดังนั้น การทำงานร่วมกันในด้านข้อมูลและการขับเคลื่อนนโยบาย สามารถดำเนินการได้เพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติยินดีที่จะทำงานร่วมกันในทุกมิติ สำหรับโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” รวมถึงแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับโครงการลักษณะคล้าย “คนละครึ่ง” นั้น ควรมีการพิจารณาหลักเกณฑ์ให้รอบด้าน ทั้งในส่วนของนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา ทั้งนี้ ขอฝากไปยังรัฐบาลให้พิจารณาในรายละเอียด โดยเฉพาะในประเด็นอาชีพนวดแผนไทย ซึ่งเป็นอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทยเป็นหลัก เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ควรเร่งพิจารณาหลักเกณฑ์ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม
ด้านนายศุภกิจ สีหาภาค ระบุว่าประชาชนได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากร้านนวดไทยภายใต้สมาคมหมอนวดไทยไม่สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ ทั้งที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อยหรือกลุ่มเอสเอ็มอีที่ควรได้รับสวัสดิการจากภาครัฐเช่นเดียวกับธุรกิจอื่น โดยตนในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาลและเพื่อนสมาชิก จะนำประเด็นนี้ไปหารือและเสนอต่อรัฐบาลเพื่อหาแนวทางแก้ไขและเปิดโอกาสให้ร้านนวดแผนไทยรวมถึงร้านสปาสามารถเข้าร่วมโครงการได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ ร้านนวดมีภาระค่าใช้จ่ายสูงทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าแรงงาน แต่ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงโครงการช่วยเหลือของรัฐ ซึ่งประเด็นนี้จะได้นำไปหารือต่อรัฐบาลเพื่อพิจารณาเปิดโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยต่อไป








