เมื่อเวลา 11.15 น. วันที่ 15 มิ.ย. 69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยถึงสถานการณ์เศรษฐกิจว่า หากสงครามยุติลงจะถือเป็นสัญญาณเชิงบวกอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยเนื่องจากโลกจะเข้าสู่โหมดการฟื้นฟู ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เริ่มต้นมาจากปัญหาความผันผวนของราคาพลังงาน และแม้ราคาพลังงานอาจจะไม่ปรับลดลงไปเท่ากับระดับก่อนเกิดสงคราม แต่จะช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้
ทั้งนี้รัฐบาลจะมีการปรับประมาณการตัวเลข GDP ใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป และมีปัจจัยบวกเพิ่มแต่ยังต้องตั้งอยู่บนความระมัดระวังเนื่องจากโลกมีความผันผวนสูง
นายเอกนิติ ระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันสถานการณ์ได้เปลี่ยนจากวิกฤตพลังงานเข้าสู่วิกฤตต้นทุนที่ส่งผ่านไปยังราคาสินค้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนระดับฐานรากและพ่อค้าแม่ค้าผ่านภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น รัฐบาลจึงมุ่งเน้นการช่วยเหลือผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัสซึ่งพบว่าร้านค้าที่เข้าร่วมมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุน แต่ยังมีการสอนให้ผู้ประกอบการใช้ AI ในการวิเคราะห์ยอดขายเพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
สำหรับแผนการ ใช้เงินเงินกู้ตามพ.ร.ก.เพื่อ เปลี่ยนผ่านพลังงานวงเงิน 200,000 ล้านบาท นายเอกนิติ ยืนยันว่า ยังมีความจำเป็นต้องเดินหน้าต่อเนื่องจากแหล่งผลิตน้ำมันทั่วโลกได้รับความเสียหายจากสงคราม ทำให้ราคาน้ำมันจะยังคงอยู่ในระดับสูงไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี หากประเทศไทยไม่เร่งปรับตัวและลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีสัดส่วนสูงมากในปัจจุบัน จะมีความเสี่ยงสูงหากเกิดวิกฤตซ้ำในอนาคต
“เราต้องการช่วยทั้งคนและช่วยทั้งการเปลี่ยนผ่าน เช่น การส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นโดยการลดค่าครองชีพด้านค่าไฟฟ้าให้ประชาชน และเป็นการแก้ปัญหาระยะยาวโดยลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าของประเทศ” นายเอกนิติกล่าว
ส่วนความคืบหน้าเรื่องการทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น นายเอกนิติ ชี้แจงว่า ขณะนี้ทางปลัดกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลและตัวเลขให้ชัดเจน จึงจะยังไม่มีการนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 16 มิ.ย.








