วันที่ 15 มิ.ย.69 นายชนินทร์ แก่นหิรัญ ทนายความรับผิอบคดีเขากระโดง โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัวว่า วันนี้ ผมอยากชวนประชาชนที่ติดตามคดีเขากระโดง ลองตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า นับแต่ศาลฎีกามีคำพิพากษา และการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายมาโดยตลอด การรถไฟเองยังไม่เคยออกมากล่าวหาประชาชนผู้ถือเอกสารสิทธิในพื้นที่พิพาท 995 แปลงว่าเป็น “ผู้บุกรุก” แบบเหมารวมแม้แต่รายเดียว แม้การรถไฟจะมีความเห็นทางกฎหมายว่าควรมีการตรวจสอบหรือพิจารณาเพิกถอนตามกระบวนการของกรมที่ดินก็ตาม
แต่วันนี้กลับมีบุคคลบางกลุ่ม บางฝ่าย ทั้งนักการเมือง นักกฎหมาย ผู้แสดงตนเป็นผู้รู้ หรือผู้สนใจการเมือง ออกมาพูดรับกันเป็นจังหวะเดียวกัน พยายามยัดข้อกล่าวหา “บุกรุก” ให้แก่ประชาชนเหล่านั้น ทั้งที่หลายคนไม่ได้เป็นคู่ความในคดีเดิม ไม่เคยเห็นสำนวนคดีใหม่ ไม่รู้ว่าพยานหลักฐานในปี 2568 ที่ฟ้องใหม่ 24 ราย แตกต่างจากคดีเดิมอย่างไร และไม่ได้รู้เลยว่าเจ้าของเอกสารสิทธิแต่ละรายมีพยานหลักฐานอะไรที่จะนำเสนอต่อศาลเพื่อต่อสู้ด้วยสิทธิที่ดีกว่า
สิ่งที่น่าคิดคือ คนเหล่านี้ส่วนใหญ่อ้างข้อมูลเดิมจากคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเก่า แล้วนำมาพูดเหมือนเป็นคำตอบสุดท้ายของทุกคดี ทั้งที่คำพิพากษาใด ๆ ย่อมเกิดจากพยานหลักฐานที่คู่ความในคดีนั้นนำเสนอต่อศาลในเวลานั้น ศาลย่อมต้องชั่งน้ำหนักพยานตามสำนวนที่มีอยู่ตรงหน้า หากในคดีใหม่มีพยานหลักฐานสำคัญที่แตกต่างออกไป มีเอกสาร มีแผนที่ มีข้อเท็จจริง และมีข้อกฎหมายที่ศาลในคดีเดิมไม่เคยได้เห็น ไม่เคยได้ฟัง และไม่เคยได้นำมาชั่งน้ำหนัก ผลของการพิจารณาก็ย่อมมีโอกาสแตกต่างได้ตามกระบวนการยุติธรรม
นี่เองคือเหตุผลที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 เปิดช่องให้บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่คู่ความในคดีเดิมยังมีสิทธิพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่า เพราะกฎหมายเข้าใจดีว่า คำพิพากษาคดีหนึ่งไม่ควรถูกนำไปใช้ปิดปากคนที่ไม่เคยมีโอกาสต่อสู้คดีของตนเอง การ “ใช้ยัน” ไม่ใช่ “ผูกพัน” และยิ่งไม่ใช่การตัดสิทธิประชาชนทุกแปลงโดยอัตโนมัติ
ดังนั้น ก่อนที่ใครจะตีฆ้องร้องป่าวว่าประชาชนในเขากระโดงเป็นผู้บุกรุก หรือกล่าวหาว่าคนที่ยังใช้สิทธิต่อสู้คดีคือคนไม่เคารพคำพิพากษา ขอให้ย้อนถามตนเองก่อนว่า ท่านรู้ข้อเท็จจริงในคดีใหม่มากพอแล้วหรือยัง ท่านเห็นพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายแล้วหรือยัง ท่านรู้หรือไม่ว่าแปลงใดมีประวัติการออกเอกสารสิทธิอย่างไร และท่านมีหน้าที่อะไรในคดีนี้ นอกจากการสร้างกระแสให้สังคมเข้าใจไปก่อนศาล
ผมขอพูดด้วยความเคารพและสุภาพที่สุดว่า ผู้ที่ไม่ได้เป็นโจทก์ ไม่ได้เป็นจำเลย และไม่ได้เกี่ยวข้องกับสำนวนคดี ควรเคารพกระบวนการของศาลให้มากพอที่จะไม่ตัดสินคนอื่นล่วงหน้า หากสนใจความจริง จริง ๆ ก็สามารถติดตามการพิจารณาคดีอย่างใกล้ชิด รับฟังพยานหลักฐานที่คู่ความนำเสนอต่อศาล และรอคำพิพากษาจากศาลในคดีนั้น ๆ
คดีเขากระโดงไม่ควรถูกตัดสินด้วยเสียงดังของคนวงนอก ไม่ควรถูกใช้เป็นเวทีสร้างคะแนนทางการเมือง และไม่ควรถูกทำให้ประชาชนที่ถือเอกสารสิทธิตามกฎหมายต้องกลายเป็นจำเลยของสังคมก่อนมีคำพิพากษาในคดีของตนเอง
ถ้ารักความยุติธรรมจริง ก็ต้องรักกระบวนการยุติธรรมด้วย ไม่ใช่รักเฉพาะคำพิพากษาที่ตนอยากหยิบมาใช้ แต่ไม่เคารพสิทธิของคนที่กฎหมายยังให้เขาต่อสู้อยู่








