วันที่ 11 มิ.ย.69 "เอ็ดดี้" อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระและครีเอเตอร์ดิจิทัล โพสต์ข้อความผ่าน เฟซบุ๊ก “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” ระบุว่า...
สนธิ ลิ้มทองกุล Vs โจ มณฑานี
“ใครตรวจสอบอำนาจ และใครกำลังแบกอำนาจ”
ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนจะถูกดึงไปร่วมดราม่าว่า ผมขออนุญาตเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์คนหนึ่งเท่านั้น
ประเด็นนี้กำลังเดือดมาก และไม่ใช่แค่ “คนดังทะเลาะกัน” แต่เป็นศึกแย่งนิยามทางการเมืองระหว่างฝั่งที่ตรวจสอบ “ระบอบสีน้ำเงิน” กับกลุ่มสื่อ/อินฟลูเอนเซอร์ที่ถูกกล่าวหาว่าช่วยปกป้องภูมิใจไทยหรือคุณอนุทิน
จุดเริ่มต้นคือ โจ มณฑานี โพสต์กล่าวอ้างว่า มีกลุ่ม “คนดีย์” รุมขุดคุณพิพัฒน์และ PT เพื่อ “รีดเงินเดือนละ 5 ล้าน” และบอกว่า “คุณขิงต้องสู้กลับ” โดยโพสต์นี้มีรายงานว่า คุณอนุทิน เข้าไปคอมเมนต์ว่า “อิอิ ทายกี่ทีก็ถูกว่าเป็นใคร” ส่วนคุณพิพัฒน์ก็มีคอมเมนต์ในทำนอง “ขอบคุณสำหรับอีกมุมมองหนึ่ง”
จากนั้นฝั่ง สนธิ / บ้านพระอาทิตย์ / ผู้จัดการ / News1 ตีความว่าโพสต์นี้กำลังพุ่งเป้ามาที่ตนหรือเครือข่ายของตน จึงตอบโต้ว่า ถ้ามีการรีดเงินจริง ต้องเอาหลักฐานออกมา หรือให้ผู้เสียหายไปแจ้งความ ไม่ใช่ปล่อยข้อกล่าวหากว้าง ๆ ในโซเชียล
ประเด็นยกระดับเมื่อ โบว์ ณัฏฐา ถูกระบุว่าโพสต์รับลูกเรื่อง “สื่อตบทรัพย์” โดยสนธิชี้ว่า แม้ไม่เอ่ยชื่อ แต่บริบทและคอมเมนต์ทำให้คนเข้าใจได้ว่าหมายถึงใคร ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญทางกฎหมายหมิ่นประมาท เพราะไม่จำเป็นต้องระบุชื่อ ถ้าคนทั่วไปเข้าใจได้ว่าพาดพิงบุคคลใด
ต่อมา สนธิเปิดเกมใหญ่กว่าเดิม โดยกล่าวหาว่า โจ มณฑานี, โบว์ ณัฏฐา, ปอง อัญชะลี, กบ มโน และคนอื่น ๆ เป็นเครือข่าย
ระบอบสีน้ำเงิน ที่คอยปกป้องอนุทิน–ภูมิใจไทย และโจมตีคนที่วิจารณ์ฝ่ายนี้
ส่วนกรณี ปอง อัญชะลี จุดที่เป็นข่าวคือ สนธิประกาศว่า “วันนี้พี่จะเรียกปองว่าน้องเป็นวันสุดท้าย” โดยกล่าวหาว่าสื่อแนวหน้า ซึ่งปองมีบทบาทอยู่ ได้นำประเด็นของโจ มณฑานีไปขยายต่อ และตั้งข้อสังเกตเรื่องทิศทางการสนับสนุนภูมิใจไทย/อนุทิน
ฝั่ง โจ มณฑานี ก็ไม่ยอมถอย มีรายงานว่าโพสต์ตอบโต้สนธิว่า คำกล่าวหาเช่น “ขี้ข้าระบอบสีน้ำเงิน” เข้าข่ายผิดกฎหมาย และประกาศทำนองว่าจะฟ้อง/เจอกันทางกฎหมาย
สรุปแบบอ่านเกมอำนาจ:
นี่ไม่ใช่แค่ดราม่า “สนธิ vs โจ/โบว์/ปอง/กบ” แต่คือ สงครามภายในฝ่ายอนุรักษนิยมและเครือข่ายสื่อการเมืองเดิม ที่เคยอยู่ฝั่งใกล้กัน แต่วันนี้แตกแนวกันเพราะโจทย์ “ระบอบสีน้ำเงิน”
ประเด็นแท้มี 3 ชั้น
ชั้นแรก คือข้อกล่าวหาเรื่อง “รีดเงิน 5 ล้าน” ซึ่งตอนนี้ยังเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างในโซเชียล หากไม่มีหลักฐานหรือการแจ้งความอย่างเป็นทางการ ก็ยังไม่ควรถือเป็นข้อเท็จจริง
ชั้นที่สอง คือการโยงว่าใครเป็น “IO” หรือ “นางแบกสีน้ำเงิน” ซึ่งเป็นการทำลายความชอบธรรมของฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง
ชั้นที่สาม คือการแย่งพื้นที่นำของฝ่ายที่อ้างว่าปกป้องชาติ/สถาบัน/ฝ่ายอนุรักษนิยม ว่าสุดท้ายใครตรวจสอบอำนาจจริง และใครกลายเป็นเครื่องมือของอำนาจการเมืองใหม่
สรุป
“ศึกนี้ไม่ใช่เรื่องสนธิทะเลาะกับโจ โบว์ ปอง หรือกบ แต่มันคือรอยร้าวของเครือข่ายสื่อการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยม เมื่อคำว่า ‘คนดี’ ถูกใช้สู้กันเอง และเมื่อระบอบสีน้ำเงินกลายเป็นเส้นแบ่งใหม่ว่า “ใครตรวจสอบอำนาจ และใครกำลังแบกอำนาจ”
และขอส่งท้ายว่า ผมไม่รู้ข้อเท็จจริง จึงไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ปรากฏการณ์นี้ได้ ถึงแม้สัญญาณแอบกระซิบบางอย่าง อย่างไรก็ตาม ขอวางตัวเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์เท่านั้น ไม่ขอร่วมดราม่าและอย่าดึงผมเข้าพวก








