"พิทักษ์เดช" แฉช่องโหว่ตลาดทุน แก๊งสแกมเมอร์สูบ 59 ล้าน บี้ ก.ล.ต. ฟันโบรกเกอร์
วันที่ 11 มิ.ย.69 ที่รัฐสภา นายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการประชุมพิจารณาเรื่องการตรวจสอบมาตรการป้องกันและการใช้แพลตฟอร์มซื้อขายหลักทรัพย์เป็นช่องทางเปิด "บัญชีม้า" และฟอกเงินของเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ โดยมีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง ณ ห้องประชุม N407 ประกอบด้วย กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.), ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย, และบริษัท วีบู (ประเทศไทย) จำกัด (Vebue)
นายพิทักษ์เดช เปิดเผยข้อมูลจากศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมออนไลน์ (AOC) และตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งได้สืบทราบและจับกุมเครือข่ายอาชญากรรมเทคโนโลยีที่ใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ในการทำธุรกรรมทางการเงินช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. 2568 โดยมีการแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่ สภ.เมืองปทุมธานี พบความเสียหายรวม 715 ธุรกรรม เกี่ยวข้องกับคดี 393 คดี มีผู้เสียหาย 393 ราย รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 58.63 ล้านบาท ซึ่งทางพนักงานสอบสวนได้บังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง ทำให้เหลือ 7 คดี ผู้เสียหาย 7 ราย มูลค่าความเสียหาย 2.35 ล้านบาท ระงับธุรกรรมได้ 35 รายการมูลค่ากว่า 21.82 ล้านบาท
แม้สถานการณ์จะเริ่มดีขึ้น แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าการดำเนินงานของบริษัทหลักทรัพย์บางแห่งอาจไม่ครบถ้วนตามเกณฑ์ที่กำหนด และพบการปลอมแปลงเอกสารบัญชีธุรกรรมซึ่งอาจส่งผลเสียในอนาคต
ทั้งนี้ ในที่ประชุมได้มีการซักถามตัวแทนจากบริษัท วีบู (Vebue) ซึ่งยอมรับว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเกิดจากความบกพร่องของบุคลากรภายในบริษัทเอง แต่เมื่อทาง กมธ. สอบถามถึงมาตรการการรับผิดชอบต่อความเสียหายเกือบ 59 ล้านบาทที่เกิดขึ้น ทางบริษัทกลับปฏิเสธที่จะให้คำตอบในประเด็นนี้ ขณะเดียวกัน นายพิทักษ์เดชได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ ก.ล.ต. ว่ามีความล่าช้าในการออกมาตรการควบคุมและเร่งรัดจัดการกับกรณีดังกล่าว พร้อมสั่งการให้ ก.ล.ต. รายงานผลการปฏิบัติงานต่อบริษัท วีบู มายัง กมธ. อย่างเคร่งครัด
"ผมได้ถามทางสำนักงาน ก.ล.ต. ว่า วันนี้คุณมีมาตรการดำเนินการกับบริษัทอย่างไร ทาง ก.ล.ต. ก็ตอบซ้ายตอบขวา ผมจึงสั่งให้รายงานผลการดำเนินการเกี่ยวกับบริษัท วีบู (ประเทศไทย) จำกัด มายังคณะกรรมาธิการตามข้อบังคับ และได้ปรึกษาฝ่ายกฎหมายให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด วันนี้ ก.ล.ต. ต้องมีมาตรการที่เร่งรัด ควบคุม และฉับไว แต่วันนี้ ก.ล.ต. เชื่องช้าสักหน่อย ผมเลยตำหนิไปว่า วันนี้ต้องให้เกิดความเสียหายหรือเกิดความตายขึ้นก่อนหรือที่ ก.ล.ต. จะดำเนินการขั้นมาตรการเด็ดขาดได้"
สำหรับการดำเนินคดี นายพิทักษ์เดชระบุว่าจะทำหนังสือติดตามไปยังผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 และ สภ.เมืองปทุมธานี ในฐานะเจ้าของสำนวน เพื่อสอบถามความคืบหน้าในการตรวจสอบและแจ้งความดำเนินคดีกับเครือข่ายบัญชีม้าตั้งแต่แถวที่ 1 ถึงแถวที่ 3 พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าทำไมศูนย์ AOC ไม่ส่งเรื่องให้ตำรวจกองปราบปรามหรือสอบสวนกลางเป็นผู้ทำสำนวนเอง เนื่องจากเป็นเรื่องความเสียหายต่อชาติ โดยหลังจากได้รับคำตอบเป็นลายลักษณ์อักษร จะเชิญบริษัทคู่กรณีกลับมาชี้แจงอีกครั้ง เพราะช่องโหว่ทางกฎหมายในตลาดหลักทรัพย์ได้กลายเป็นช่องทางทำกินของแก๊งสแกมเมอร์
"การลงทุนต้องลงทุนในบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ และบริษัทเหล่านั้นต้องไม่ร่วมกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ด้วย เพราะแก๊งสแกมเมอร์มันทำนาบนหลังคน พวกนี้มันทำร้ายคนจนทั้งหมด ไม่ใช่ทำร้ายคนรวย และหากินกับชีวิตมนุษย์ เขาเสียหายมากี่รายแล้ว เสียชีวิตไปแล้วกี่รายด้วยความเจ็บช้ำ เรื่องเหล่านี้ผมว่าควรที่จะบูรณาการร่วมกันทั้ง ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ ปปง. และสอบสวนกลาง ให้มันจริงจังสักที เพราะพอถามตรงโน้นตรงนี้ ก็อ้างว่ามีอำนาจแค่นั้นแค่นี้ มันเป็นเรื่องน่าเบื่อมาก"
นอกจากกรณีแก๊งสแกมเมอร์แล้ว นายพิทักษ์เดชยังเตรียมดำเนินการเชิงรุกในกรณี "ปั่นหุ้น" ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยจะทำหนังสือถึงสำนักงาน ปปง. เพื่อขอรายงานผลการปฏิบัติงานและรายละเอียดมาตรการป้องกันทั้งหมด เพื่อตรวจสอบว่ามีการดำเนินการถึงขั้นตอนใดและมีมาตรการเชิงรุกที่เพียงพอหรือไม่ในการป้องกันความเสียหายต่อนักลงทุนในระยะยาว








