รายการพิเศษ "เกมคุมเมือง" เกมท้าชิงวิสัยทัศน์ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จัดโดยไทยรัฐทีวีร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เป็นการโคจรมาพบกันของ 3 ผู้สมัครตัวเต็ง ได้แก่ นายอนุชา บูรพชัยศรี หรือ คุณเจมส์ หมายเลข 5 จากพรรคประชาธิปัตย์, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หมายเลข 9 ผู้สมัครอิสระ และ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ ดร.โจ หมายเลข 10 จากพรรคประชาชน บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักด้วยกลุ่มผู้สนับสนุนที่มาร่วมให้กำลังใจ และรับฟังแนวทางการแก้ปัญหาเมืองกรุงในมิติต่าง ๆ ก่อนการเลือกตั้งวันที่ 28 มิถุนายน 2569
ทำไมคนกรุงเทพฯ ต้องเลือก
นายอนุชา บูรพชัยศรี (หมายเลข 5) นำเสนอภายใต้แนวคิด "5 นโยบาย" ประกอบด้วย เดินทางสะดวก เมืองสะอาด ชีวิตสบาย รายได้ดีขึ้น และตรวจสอบได้ทุกเมื่อ โดยเน้นการเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชน ราง-เรือ-รถ เข้าด้วยกันผ่าน "บัตรใบเดียว" และยกเว้นค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนเพื่อให้ราคาถูกลง รวมถึงการนำ ขสมก. และเรือไฟฟ้าเข้ามาอยู่ภายใต้การดูแลของ กทม. ส่วนเรื่องความสะอาดจะเน้นการจัดการขยะ กลิ่น และน้ำเสียอย่างรวดเร็ว
"ผมมีนโยบาย 5 ข้อ ที่จะมานำเสนอคนกรุงเทพมหานคร คือ เดินทางสะดวก เมืองสะอาด ชีวิตสบาย รายได้ดีขึ้น และตรวจสอบได้ทุกเมื่อ ทั้ง 5 เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผมได้ไปเจรจาพูดคุยกับหลายส่วนแล้ว และสามารถทำได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะการนำรถเมล์ ขสมก. มาอยู่ในความดูแลของ กทม. และการใช้ตั๋วร่วมใบเดียวเดินทางได้ทุกโหมดในราคาที่ถูกลง" นายอนุชา กล่าว
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (หมายเลข 9) ชูวิสัยทัศน์การสร้างเมืองแห่ง "โอกาสและความหวัง" ผ่าน 4 มิติหลัก คือ 1. ด้านคน (ดูแลการศึกษาคุณภาพสากลและสาธารณสุขครบวงจร) 2. ด้านเมือง (โครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย แสงสว่าง และการจัดการขยะ) 3. ด้านระบบ (บริการที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส กระจายอำนาจ) และ 4. ด้านเศรษฐกิจ (ดูแลทั้งบริษัทใหญ่ SMEs และผู้ค้าแผงลอย)
"เรามองใน 4 มิติ คือ คน เมือง ระบบ และเศรษฐกิจ โดยทีมงานของเราได้เสนอแผนงานทั้งหมด 251 แผนงาน มีรายละเอียดและตัวชี้วัดที่ชัดเจนอยู่ในเว็บไซต์ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่าจะทำงานไหนก่อนหลัง และจะดำเนินการอย่างไรบ้าง ผมเชื่อว่าผลงานที่ผ่านมาจะทำให้พวกเราไว้ใจ และแผนงานเหล่านี้จะทำให้ท่านวางใจในการเลือกชัชชาติกลับมาบริหาร กทม. ต่อไป" นายชัชชาติ กล่าว
นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (หมายเลข 10) นำเสนอตัวตนในฐานะ "คนกรุงเทพฯ โดยเฉลี่ย" ที่เข้าใจความยากลำบากจากการใช้ชีวิตจริง ทั้งการขึ้นรถเมล์ ต่อเรือ และดูแลพ่อที่ป่วยติดเตียง โดยมีเป้าหมายสร้างกรุงเทพฯ ที่ดูแลคนส่วนใหญ่ 99% ให้เข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีได้โดยไม่ต้องรวย หรือมีเส้นสาย
"ผมมาในวันนี้ในฐานะคนกรุงเทพฯ โดยเฉลี่ยที่เคยขายของแผงลอย นั่งรถเมล์ไปเรียน และเข้าใจดีว่าความยากของการใช้ชีวิตในเมืองนี้เป็นอย่างไร ผมอยากให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่คนส่วนใหญ่ 99% สามารถเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ไม่จำเป็นต้องรวย ไม่จำเป็นต้องมีเส้นสาย ไม่จำเป็นต้องมีอำนาจ หากท่านเห็นด้วยกับผม วันที่ 28 มิถุนายนนี้ โอกาสเป็นของท่าน" นายชัยวัฒน์ กล่าว
จากอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางรถไฟอโศก-ดินแดง หากเป็นผู้ว่าฯ กทม. จะแก้ปัญหาอย่างไร
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ระบุว่าปัญหาจุดตัดรถไฟเป็นความซับซ้อนที่มีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง การแก้ปัญหาต้องอาศัยการประสานงานและนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการการจราจรให้สอดคล้องกันอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ เช่น แผนการติดตั้งระบบ AI ควบคุมสัญญาณไฟจราจร 200 จุดทั่วกรุง เพื่อลดความผิดพลาดจากมนุษย์และทำให้การเดินรถลื่นไหลขึ้น
นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ชี้ว่านี่คือสัญลักษณ์ของความล้มเหลวในเชิงระบบ ระยะสั้นเสนอให้เชื่อมโยงระบบสัญญาณไฟจราจร AI ของ กทม. เข้ากับระบบของการรถไฟฯ เพื่อให้มีระบบเบรกอัตโนมัติเมื่อรถไฟเข้าใกล้จุดตัดโดยไม่ต้องพึ่งพามนุษย์ ส่วนระยะยาวต้องผลักดันโครงการ Missing Link เพื่อให้รถไฟลงใต้ดินหรือยกระดับเพื่อกำจัดจุดตัดให้หมดไป
นายอนุชา บูรพชัยศรี ระบุว่าจุดดังกล่าวมีการออกแบบอุโมงค์ไว้แล้วแต่รอเพียงงบประมาณ ระยะเร่งด่วนต้องใช้ระบบ AI ควบคุมสัญญาณไฟแทนมนุษย์ และกวดขันวินัยจราจรอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะบริเวณเส้นทแยงเหลืองซึ่งเป็นจุดห้ามจอด รวมถึงต้องปรับปรุงมาตรฐานไม้กั้นให้มีความปลอดภัยสูงสุด
การแก้น้ำท่วม
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ วิเคราะห์ว่าน้ำท่วมกรุงเทพฯ มาจาก 3 แหล่ง คือ น้ำฝน น้ำเหนือ และน้ำหนุน แนวทางคือการเร่งระบายน้ำฝนลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาผ่านท่อระบายน้ำ คลอง และอุโมงค์ยักษ์ ปัจจุบันมีจุดเสี่ยง 737 จุด แก้ไขไปแล้วกว่า 70% ส่วนน้ำเหนือและน้ำหนุนต้องทำเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้ครบทุกจุดเพื่อปิดรอยรั่ว
นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร มองว่าน้ำท่วมคือปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะในชุมชนแออัดริมทางรถไฟ นโยบายคือการตั้งงบลอกท่อให้ครบ 100% (จากเดิมประมาณ 55%) และอุดจุดฟันหลอตามคันกั้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ระยะยาวต้องแยก "น้ำฝน" ออกจาก "น้ำเสีย" เพื่อให้การระบายน้ำมีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น
นายอนุชา บูรพชัยศรี เสนอการจัดวางบุคลากรประจำจุดเสี่ยงทันทีเมื่อฝนตกเพื่ออำนวยความสะดวกกรณีรถเสียหรือจราจรติดขัด และใช้ AI จัดระเบียบจราจรประสานงานกันไม่ให้เกิดคอขวด เร่งผันน้ำเข้าสู่คูน้ำวิภาวดี คลองลาดพร้าว และอุโมงค์บางซื่อ พร้อมขยายเครือข่ายอุโมงค์ยักษ์ให้ครอบคลุมทั่วเมืองเพื่อเร่งสูบน้ำออกสู่อ่าวไทยให้เร็วที่สุด
แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5
นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร เปรียบฝุ่นเป็นปัญหาที่กระทบทุกคนอย่างเท่าเทียมและคร่าชีวิตคนจากมะเร็งปอดเฉลี่ยวันละ 41 คน แนวทางแก้ไขคือการติดกล้อง CCTV ตรวจสอบมาตรการป้องกันฝุ่นในไซต์ก่อสร้างแบบเรียลไทม์ และแก้ปัญหาการเผาโดยประสานจังหวัดรอบข้างเพื่อมอบ "คูปองไม่เผา" ให้นำเครื่องจักรไปใช้ทดแทนการเกษตรแบบเดิม
นายอนุชา บูรพชัยศรี เน้นการใช้อำนาจ กทม. เข้าไปควบคุมไซต์ก่อสร้างให้ได้มาตรฐาน หากพบฝุ่นต้องระงับการก่อสร้างทันที ประสานกรมการขนส่งทางบกคุมรถบรรทุกต้องมีผ้าใบคลุมมิดชิด พัฒนาระบบเตือนภัยผ่าน SMS แจ้งเตือนประชาชนตามระดับสีของค่าฝุ่น และลดการฝังกลบขยะเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาด
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยืนยันว่าสถานการณ์ฝุ่นปีนี้ดีขึ้น 45% จากการทำงานเชิงรุก โดยมีการปรับมาตรฐานควันดำให้เข้มข้นขึ้นจาก 30% เป็น 20% และประกาศเขต Low Emission Zone ห้ามรถควันดำเข้าพื้นที่ชั้นใน ใช้ระบบ Green List สำหรับรถที่ดูแลเครื่องดี ส่วนการเผาในพื้นที่เกษตร กทม. จัดหาเครื่องอัดฟางให้ชาวนายืมใช้จนการเผานาในกรุงเทพฯ เป็นศูนย์ และขยายความร่วมมือไปยังจังหวัดปริมณฑลเพื่อลดการเผาข้ามเขต
การแก้ปัญหาทุจริตซื้อขายตำแหน่งใน กทม.
นายอนุชา บูรพชัยศรี ให้ความสำคัญกับการเลือกคนจากความสามารถ ไม่ใช่วงเงินที่จ่าย โดยเสนอให้ใช้แพลตฟอร์ม "ส่องรัฐ" ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นระบบ AI ตรวจสอบความผิดปกติในการจัดซื้อจัดจ้างและการอนุมัติใบอนุญาต หากสำนักงานเขตใดล่าช้าหรือมีใครร่ำรวยผิดปกติ ระบบจะส่งสัญญาณเตือนให้ตรวจสอบได้ทันทีโดยไม่ต้องรอร้องเรียน
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยืนยันว่าในสมัยของตนไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง และย้ำว่าการคอร์รัปชันคือต้นตอของความพินาศ กทม. ต้องใช้ระบบ Open Data เปิดเผยข้อมูลงบประมาณทุกบาท และใช้แอปพลิเคชันให้ประชาชนแจ้งเบาะแสคอร์รัปชันโดยปกปิดชื่อผู้แจ้ง ซึ่งที่ผ่านมาสามารถไล่ข้าราชการที่ทุจริตออกไปแล้วถึง 41 คน
นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร เสนอระบบ "กรุงเทพฯ โปร่งใส AI จับโกง" (Red Flag AI) โดยกำหนดให้คำของบประมาณจากฝ่ายบริหารต้องอยู่ในรูปแบบ Machine Readable เพื่อให้ AI ตรวจสอบได้ว่ามีการล็อกสเปกหรือตั้งราคากลางสูงเกินจริงหรือไม่ นอกจากนี้ต้องมีบทลงโทษที่รุนแรงและคุ้มค่าที่จะป้องกัน ไม่ใช่เพียงการหักเงินเดือนหลักร้อยบาทในโครงการระดับร้อยล้าน เช่น การทุจริตโครงการเครื่องออกกำลังกาย
การดีเบตครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญที่ทำให้ประชาชนได้เห็นความชัดเจนในเชิงนโยบายและวิธีการแก้ปัญหาที่แตกต่างกันของทั้ง 3 แคนดิเดต เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจก่อนเข้าคูหาเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้








