"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เดินหน้าสับยับนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาล ชี้แจงปมกู้เงิน 2 แสนล้านบาทแก้ปัญหาไม่ตรงจุด สวนทางแนวทางกระทรวงการคลัง พร้อมแสดงความเป็นห่วงเงื่อนไขบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทำประชาชนกลุ่มเปราะบางหลุดขบวน ซ้ำร้ายบีบให้ลูกกลายเป็นคนอกตัญญู เผยเตรียมเข้าพบศาลรัฐธรรมนูญเคลียร์ปมเลือกตั้ง สสร. มึนท่าทีภูมิใจไทยพลิกลิ้นแก้ รธน.
วันที่ 5 มิ.ย.69 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางการเมืองและประเด็นทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อน โดยได้วิพากษ์วิจารณ์ถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบกฎหมายเงินกู้ 2 แสนล้านบาท การดำเนินนโยบายสวัสดิการแห่งรัฐ และทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีความขัดแย้งกันเองในพรรคร่วมรัฐบาล
เมื่อถามถึงความคืบหน้าในการดำเนินงานของฝ่ายค้านเกี่ยวกับกฎหมายเงินกู้ 2 แสนล้านบาท นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในส่วนของข้อกฎหมายยังคงต้องรอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้ศาลกำลังเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงเพิ่มเติม แม้จะทราบว่าทางรัฐบาลพยายามชี้แจง แต่ตนมองว่าสิ่งที่รัฐบาลชี้แจงไปนั้น "ยังไม่ตรงประเด็น" ไม่ว่าจะอ้างถึงปัญหาอย่างไร ก็ไม่สามารถเชื่อมโยงได้เลยว่า เงินที่นำไปใช้นั้นจะสามารถแก้ปัญหาตามที่รัฐบาลอ้างได้อย่างไร เพราะปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องของกำลังซื้อเป็นหลัก ซึ่งตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ยืนยันชัดเจน
"การทุ่มเงินลงไปใน 2 แสนล้านบาทแรก จึงไม่ได้ตอบโจทย์ในเรื่องของต้นทุน ซึ่งในความเป็นจริงยังมีวิธีอื่นอีกมากมายที่สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องกู้เงิน" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า โดยเฉพาะในเรื่องของพลังงานที่จะชี้แจงว่าจะเปลี่ยนผ่านอย่างไรนั้น ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องที่หน่วยงานต่างๆ มีงบประมาณดำเนินการอยู่แล้ว หากต้องการเร่งรัดก็สามารถทำได้เลย และที่สำคัญคือ โครงการที่รัฐบาลพูดถึงในส่วน 2 แสนล้านบาทหลัง ก็ไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้จริงอย่างที่กล่าวอ้าง นี่จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ยังคงค้างคาอยู่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า จากการลงพื้นที่พบปะประชาชนว่า มีเสียงบ่นเรื่องเศรษฐกิจหนาหู แม้จะอยู่ในช่วงที่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ซึ่งช่วยกระตุ้นได้ในระดับหนึ่ง แต่ร้านค้าจำนวนมากก็ยังคงได้รับความเดือดร้อน นอกจากนี้ ยังมีประเด็นคาบเกี่ยวไปถึงนโยบาย "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" (บัตรคนจน) ที่ไปผูกโยงกับเรื่องการยื่นภาษี ซึ่งนายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ตนได้อภิปรายในสภาไปแล้วว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเคยย้ำหลายครั้งว่าการช่วยเหลือต้องเป็นแบบ "มุ่งเป้า" (Targeting) แต่ในทางปฏิบัติกลับสวนทางกัน ปัญหาที่พบ มีคนที่มีฐานะดีพอสมควรกลับได้เข้าโครงการนี้ การไล่บี้คนจนจริง รัฐกลับมาไล่บี้กับคนที่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจริงๆ เพียงเพราะว่าลูกหลานเอาเงินมาช่วยจุนเจือและนำไปหักลดหย่อนภาษี รัฐกลับจะไปตัดสิทธิ์เขา และตอนนี้ยังมาบังคับให้เลือกอีกว่า จะใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีหรือจะถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
“ประชาชนกลุ่มนี้จัดอยู่ในกลุ่มเปราะบาง ยิ่งกว่ากลุ่มคน 25 ล้านคนที่ไปใช้เงินในโครงการอื่นเสียอีก จึงอยากให้รัฐบาลทบทวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะวิธีการที่ทำอยู่ไม่ใช่การมุ่งเป้าที่ถูกต้อง และที่ซ้ำร้ายคือ เมื่อประชาชนกลุ่มนี้ถูกตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็ไม่สามารถกลับไปลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส ได้อีกเนื่องจากหมดเขตไปแล้ว”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
เมื่อถามว่ากลายเป็นการทำให้ลูกกลายเป็นคนอกตัญญู เพราะทำให้พ่อแม่ถูกฟ้องร้องหรือเสียสิทธิ์ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เป็นปัญหาจากการที่รัฐพยายามเข้มงวดกวดขันผิดที่ผิดทาง
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงท่าทีที่ขัดแย้งกันเองของพรรคร่วมรัฐบาลระหว่าง พรรคเพื่อไทย และ พรรคภูมิใจไทย ในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ร่างแก้ไขของพรรคเพื่อไทยเท่าที่ตนเห็น ก็เป็นร่างที่คล้ายคลึงกับที่เคยเสนอมาก่อนหน้านี้ และพรรคภูมิใจไทยเองก็เคยลงมติรับหลักการไปแล้ว แต่พอมาครั้งนี้กลับมีการตั้งแง่ว่า หากให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเลือก สสร. (สภาร่างรัฐธรรมนูญ) จะเป็นการขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งในความจริง ศาลฯ เพียงแต่บอกว่า "ไม่ให้เลือกโดยตรง" เท่านั้น ตนจึงยังไม่เห็นว่าร่างของเพื่อไทยหรือพรรคอื่นเป็นการเลือกโดยตรงอย่างไร ส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เองใช้วิธีหยั่งเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงไม่น่ามีปัญหา
“ในฐานะที่ผมอยู่ในคณะกรรมาธิการกิจการศาลและองค์กรอิสระ เรากำลังจะเดินทางไปเข้าพบศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอความกระจ่างในเรื่องนี้ว่า คำว่า 'ไม่ให้เลือกโดยตรง' นั้นหมายความว่าอย่างไร ซึ่งน่าจะช่วยคลี่คลายปมปัญหาตรงนี้ได้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
#อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ #เศรษฐกิจไทย #รัฐบาล #พรกู้เงิน #ภาษี #การเมืองไทย #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าวการเมือง #หนี้สาธารณะ #นโยบายเศรษฐกิจ #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline








