“อภิสิทธิ์” ชี้โครงการแลนด์บริดจ์เป็นมายาคติ เตือนสติรัฐบาลระวังทำไทยตกเป็นเป้าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่าง “สหรัฐฯ-จีน” หากทะเลจีนใต้ระอุ ด้าน “ณัฐพงษ์” เสนอทางเลือกใหม่ จี้สภาฯ ศึกษา “ระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพภาคใต้” อัดงบ 5 แสนล้านพัฒนาคุณภาพชีวิตคนท้องถิ่น ดัน GDP โต 4% คุ้มค่ากว่าเป็นแค่ทางผ่านทุนข้ามชาติ สุดท้ายสภาฯมีมติให้ส่งเรื่องไปยังครม.ไม่ตั้งกมธ.ศึกษา
วันที่ 29 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาฯ ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ทำหน้าที่ประธานในการประชุม หลังจากที่สมาชิกสภาฯ ได้อภิปรายญัตติด่วนเรื่อง ขอให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินงานโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ซึ่งมี สส. เสนอรวม 5 ญัตติเสร็จสิ้นแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการอภิปรายพบว่า สส.ส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วยต่อการเดินหน้าโครงการดังกล่าวโดยไม่ศึกษาผลกระทบอย่างจริงจังให้รอบด้าน พร้อมกับตั้งข้อสังเกตต่อการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มนายทุนที่ดินที่กว้านซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไรจากโครงงกาดังกล่าว อีกทั้งการเตรียมออกกฎหมาย SEC ที่มีจุดเสี่ยงให้ต่างชาติเข้ามาถือครองที่ดินของประชาชนระยะยาว พร้อมกับสนับสนุนให้ตั้ง กมธ.วิสามัญเพื่อทำงานคู่ขนานกับคณะทำงานของรัฐบาลที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกฯและรมว.คลัง เป็นประธาน
ขณะที่สส.ฝั่งรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย สนับสนุนต่อการเดินหน้าโครงการดังกล่าว เพื่อเป็นโครงการใหม่ที่จะสร้างฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมกับขอให้ สส.ฝ่ายค้านได้ให้ข้อเสนอแนะและแนวคิดเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการเดินหน้าโครงการดังกล่าวที่จะพัฒนาต่อเนื่องในอนาคต
จากนั้นเวลา เวลา 10.32 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายสรุปญัตติว่า โครงการแลนด์บริดจ์ในปัจจุบันถือเป็น “มายาคติ” ที่คิดว่าจะได้ประโยชน์ แต่แท้จริงแล้วอาจไม่ได้อะไรเลย โดยเฉพาะคนในพื้นที่ภาคใต้ที่จะกลายเป็นเพียง “ทางผ่าน” ของการขนส่งสินค้าเท่านั้น ขณะที่ผลประโยชน์จะตกอยู่กับกลุ่มทุนผู้รับเหมา และผู้กว้านซื้อที่ดินเก็งกำไร หากต้องการพัฒนาความเป็นอยู่ของคนภาคใต้ รัฐบาลควรเปลี่ยนไปลงทุนในรูปแบบอื่นที่ใช้งบประมาณน้อยกว่า เช่น การสร้างเครือข่ายโลจิสติกส์ "เซาท์เทิร์น คอนเน็ค (Southern Connect)" และการพัฒนาท่าเรือท้องถิ่น หากยังดันทุรังทำโครงการที่ไม่คุ้มค่าและไม่มีคนใช้ สุดท้ายจะกลายเป็นเพียงอนุสาวรีย์ของการตัดสินใจที่ผิดพลาด
นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังแสดงความกังวลอย่างยิ่งในประเด็น "ความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์" ว่า หากผลักดันให้แลนด์บริดจ์เป็นจุดยุทธศาสตร์เดินเรือใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ล่อแหลม และมีความขัดแย้งในพื้นที่ทะเลจีนใต้ระหว่างสองมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา และ จีน ประเทศไทยอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกแทรกแซง หรือยึดครองพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์นี้ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับคลองปานามา หรือช่องแคบฮอร์มุซมาแล้วในอดีต
"การปฏิเสธตั้ง กมธ. เท่ากับตอกย้ำความไม่ชอบมาพากล และความพยายามรวบรัดตัดตอน โดยอ้างอิงผลการศึกษาจากฝ่ายบริหารเพียงด้านเดียว จนทำให้สังคมเคลือบแคลงสงสัยว่ามีผลประโยชน์แอบแฝงหรือไม่" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ต่อมานายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ อภิปรายสรุปญัตติว่า โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ พร้อมทั้งเสนอทางเลือกใหม่อย่าง "ระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพภาคใต้ (Southern Bio-Economic Corridor)" เพื่อใช้เป็นกรอบในการพัฒนาที่ยั่งยืน แนวคิดนี้จะเน้นการยกระดับภาคเกษตรกรรมของคนใต้ให้มีความมั่นคง ควบคู่ไปกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์ชีวิตประชาชนโดยตรง เช่น ระบบน้ำประปาดื่มได้ การศึกษาที่มีคุณภาพ และระบบการรักษาพยาบาลที่ดี จากการประเมินตัวเลขเบื้องต้น หากเปลี่ยนมาลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพด้วยงบประมาณราว 5 แสนล้านบาท จะสามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ได้ถึง 4% ต่อปี ช่วยลดภาระหนี้สินของประชาชนได้ 30% และยกระดับรายได้ของคนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง จึงขอเรียกร้องให้สภาฯ ตั้ง กมธ.วิสามัญ เพื่อนำแนวทางนี้ไปศึกษาอย่างจริงจัง
จากนั้นเวลา 11.32 น.ที่ประชุมได้ลงมติว่าจะเห็นด้วยที่จะส่งญัตติดังกล่าวไปให้ครม. หรือตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาแลนด์บริดจ์หรือไม่ ปรากฎว่าผลลงคะแนนเห็นด้วยคะแนน 266 ต่อ 174 คะแนน งดออกเสียง 3 คะแนน และไม่ลงคะแนน 1
#แลนด์บริดจ์ #อภิสิทธิ์ #ณัฐพงษ์ #สภาผู้แทนราษฎร #ครม #ระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพ #การเมือง #ข่าวการเมือง #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline








