"สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ" สส.พรรคประชาชน เปิดศึกตั้งกระทู้ถามสดกลางสภาฯ แฉปมรถไฟฟ้าสายสีส้มทำรัฐสูญงบ 6 หมื่นล้าน จี้คมนาคมสั่งพักงานข้าราชการระดับสูงที่เป็นจำเลยคดี ม.157 ลั่น "อย่ากลัวเด็กหนู-เด็กพี่เน" ด้าน "สิริพงศ์" รมช.คมนาคม แจงยิบศาลปกครองสูงสุดชี้ชัดทำตามกฎหมาย พร้อมรับข้อมูลไปตรวจสอบต่อ
วันที่ 25 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาฯ ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณากระทู้ถามสดของ นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ตั้งกระทู้ถามสดพุ่งเป้าไปที่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม โดยชี้ว่าโครงการนี้มีข้อพิรุธและส่อแววไม่โปร่งใส ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อรัฐสูงถึง 6 หมื่นล้านบาท จากการที่รัฐยอมเปลี่ยนระบบเกณฑ์การแข่งขันเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ "เด็กนาย" โดยมีการนำเกณฑ์คะแนนจิตพิสัยมาสะสมร่วมด้วย
นายสุรเชษฐ์ ได้ฉายภาพย้อนอดีตเปรียบเทียบการประมูล 2 ครั้งสำคัญถึงการประมูลปี 2563: บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC (บีทีเอส) เป็นผู้ชนะ โดยรัฐต้องจ่ายเงินอุดหนุนเพียง 9,675 ล้านบาท แต่กลับเกิดการล้มประมูลกลางคันขณะที่เรื่องยังค้างอยู่ในศาล การประมูลใหม่ปี 2565: บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM (แบม) เป็นผู้ชนะ โดยรัฐต้องจ่ายเงินอุดหนุนสูงถึง 78,288 ล้านบาท
"ส่วนต่างที่เกิดขึ้นสูงถึง 68,613 ล้านบาท คือความซวยที่ตกอยู่กับประชาชน หากเป็นการแข่งขันที่แท้จริง ประชาชนจะได้ประโยชน์สูงสุด แต่หากมีการฮั้วกัน ประชาชนคือผู้รับกรรม" นายสุรเชษฐ์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการกีดกันไม่ให้บีทีเอสเข้าร่วมประมูลรอบใหม่ ทั้งที่เป็นผู้ประกอบการเดินรถรายใหญ่ รวมถึงประเด็นคุณสมบัติต้องห้ามของกรรมการคัดเลือก และการปล่อยให้บริษัทที่ไม่มีประสบการณ์เดินรถเข้ามาเป็นคู่เทียบ รวมถึงอัตราค่าโดยสารในอนาคตที่มีการระบุในสัญญาว่าจะปรับขึ้นทุก ๆ 2 ปี โดยในปีที่ 11 ค่าโดยสารจะพุ่งสูงถึง 23-83 บาท จากเดิม 17-50 บาท ซึ่งอาจซ้ำรอยจนรัฐต้องมาซื้อสัมปทานคืนในอนาคต
พร้อมกันนี้ นายสุรเชษฐ์ ได้จี้ให้กระทรวงคมนาคมสั่งให้ข้าราชการระดับสูงที่ดำรงตำแหน่งบอร์ด รฟม. และเป็นจำเลยในคดีอาญา มาตรา 157 (ยื่นฟ้องเมื่อ 25 ก.ย. 2567) หยุดปฏิบัติหน้าที่ตามแนวทางปฏิบัติของสำนักงาน ก.พ. โดยลั่นวาจาว่า "อย่าไปกลัวว่าเป็นเด็กของหนู หรือเด็กของพี่เน"
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ชี้แจงคำร้องดังกล่าวระบุว่า ในส่วนของคดีความต่าง ๆ นั้น ศาลได้มีคำพิพากษาออกมาอย่างชัดเจนแล้ว โดยเฉพาะศาลปกครองสูงสุดที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า การแก้ไขเกณฑ์ข้อกำหนด (RFP) และการยกเลิกการประมูลครั้งแรกนั้น เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายเพื่อประโยชน์ของรัฐ ไม่ได้มีเจตนากลั่นแกล้งผู้ใด ส่วนการประมูลครั้งใหม่ที่ถูกร้องว่ามีลักษณะกีดกัน ล่าสุดศาลปกครองกลางก็ได้ยกคำร้องขอทุเลาการบังคับ ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันว่าดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย
“สำหรับประเด็นที่นายสุรเชษฐ์อ้างว่าตัวเลขสิทธิประโยชน์ของอีกบริษัทดีกว่านั้น เนื่องจากเอกสารและข้อมูลของบริษัทดังกล่าวไม่ได้เข้าสู่กระบวนการคัดกรองและตรวจสอบด้านเทคนิค จึงไม่สามารถนำตัวเลขมาเปรียบเทียบกันในลักษณะนั้นได้”นายสิริพงศ์ กล่าว
นายสุรเชษฐ์ ได้ย้ำเตือนรมช.คมนาคม ว่าไม่อยากให้ต้องโดนคดีมาตรา 157 ไปด้วย และเตรียมจะยื่นส่งเอกสารฉบับเต็มพร้อมแนวทางปฏิบัติของ ก.พ. ให้ถึงมือรมช. เพื่อส่งต่อไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
นายสิริพงศ์ กล่าวยืนยันหนักแน่นว่า กระทรวงคมนาคมจะกำกับดูแลให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยจะรับข้อมูลและเอกสารทั้งหมดไปดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เท่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ และจะรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมโดยตรง ยืนยันข้อมูลไม่หายไปไหนแน่นอน พร้อมทิ้งท้ายว่านอกจากเรื่องตั๋วร่วมแล้ว กระทรวงฯ กำลังเร่งปรับปรุงโครงสร้างค่าโดยสารเพื่อลดภาระของประชาชนให้ได้มากที่สุด








